Monday, May 14, 2018

言葉の力


       อยากมาอัพอะไรสักอย่างส่งท้ายก่อนที่จะจบจริงๆ เลยกลายมาเป็นเอนทรี่นี้ค่ะ5555 คราวนี้จะมาเขียนถึงส่วนหนึ่งที่เป็นแรงผลักดันให้เราสามารถพยายาม มีกำลังใจที่ทำอะไรค่ะ หนึ่งในนั้นก็คือ คำพูด นั่นเอง คิดว่าเพื่อนๆคงมีคำพูดที่ชอบหรือเป็นแรงผลักดันอยู่เหมือนกัน ของเรามีทั้งคำพูดและเนื้อเพลงจากเพลงที่ฟังค่ะ เลยอยากมาโฟกัสที่ความหมายที่ทำให้เราฮึดขึ้นมาได้ดู

        เพื่อนๆเคยดูคลิปนี้กันไหมคะ อาจจะเก่าแล้วแต่คงรู้จักฮานิวคุงกันแน่นอน555

   
        พอเราได้ดูเราก็รู้สึกได้เลยว่าเพลงก็เป็นส่วนหนึ่งที่คอยให้กำลังใจได้เหมือนกัน จากเพลงในคลิปนี้ก็เป็นของวง ONE OK ROCK คิดว่าเพื่อนๆคงจะรู้จักกัน เพราะวงดังจนจัดไลฟ์ไปทั่วโลกแล้ว555 เราเองก็ฟังเพลงของวงนี้บ่อยๆ เพราะฟังแล้วรู้สึกมีกำลังใจที่จะอ่านหนังสือหรือปั่นงาน  ที่สำคัญคือเนื้อเพลงมีความหมายที่ดีมากๆเลยค่ะ  บางเพลงก็รู้สึกว่าตรงกับสิ่งที่เราคิดเลยอะไรแบบนี้

     
         อย่างเพลง未完成交響曲 นี้ เราก็ชอบตรงท่อนที่บอกว่า


生きる限り日々努力してその度に学んで七転び八起き」
間違ったっていいじゃん!!一回しかないじゃん。おのれの人生だ!!

พอฟังแล้วก็รู้สึกได้รับความกล้าที่จะทำอะไร บอกกับตัวเองว่าเลิกกลัวได้แล้ว ไม่มีใครที่ไม่เคยผิดหรอก เอาจริงๆ สาระสำคัญคือ  自分自身であること ซึ่งมันยากนะกับการที่จะเป็นแบบนั้น เราต้องสู้กับตัวเราเองนี่แหละ ถ้าเราไม่เชื่อในตัวเรามันก็ไม่เกิดสิ่งนี้หรอก 

บางทีตอนที่เรากำลังท้อๆเฟลๆ แล้วมาฟังเพลงที่มีความหมายทำนองนี้หรือได้ยินคำพูดบางคำก็สามารถช่วยฮีลเราให้กลับมาได้เหมือนกันนะ ถ้าเพื่อนๆมีเพลงหรือคำอะไรที่เป็นกำลังใจให้ตัวเองก็มาแบ่งปันกันได้นะคะ


ปล. ที่น่าสนใจอีกอย่างคือนักร้องนำวง ONE OK ROCK ไม่เคยเรียนไปต่างประเทศ ไม่ได้เป็นBilingual แต่สำเนียง+ภาษาอังกฤษดีมากค่ะ คิดว่าต้องฝึกมาเยอะแน่ๆกว่าจะได้แบบนี้ เห็นแล้วก็อย่างเก่งอังกฤษแบบนี้มั่ง ;w;

Saturday, May 12, 2018

タスク⑩ : The last lesson

   
     กลับมาพบกันอีกครั้งแล้วหลังจากสอบเสร็จค่ะ คราวนี้เป็น タスク สุดท้ายที่ได้รับอาจารย์แล้ว มาย้อนคิดๆดูก็ผ่านมาเร็วเหมือนกันนะเนี่ย พอรู้ว่าเป็นงานสุดท้ายก็จะใจหายๆหน่อย ;w; หัวข้อรอบนี้อาจารย์ก็เปิดกว้างให้เลือกตามที่ชอบได้เลย เราเลยเลือกタスクที่ 2 กับ 3 ในหัวข้อ 道案内 นั่นเองค่าา

     กลับมาคิดดูในตอนที่ทำนั้นอาจารย์แค่สั่งว่าให้ไปเขียนวิธีการเดินทางจาก BTSช่องนนทรีมาที่ตึก BRK เพียงเท่านั้น ไม่ได้บอกอะไรเพิ่มเติมเลย เราคิดอะไรได้ก็เขียนลงไปเลย พอได้มาเรียนทฤษฎีแล้วถึงได้ดูว่า นี่มัน Output ชัดๆ ถึงตรงนี้ยังจำกันได้อยู่ไหมเอ่ย Output ไหนน่ะหรอ ก็ Output ที่ Swain เป็นคนคิดไงล่ะ (ที่ตอบได้เพราะไปเปิดชีทมา555)

    แล้วมัน Output ยังไง? ก็อาจารย์ให้เราเขียนมาก่อนโดยที่ไม่บอกหรือhintอะไรให้เลย แล้วค่อยให้ Input หรือตัวอย่างที่คนญี่ปุ่นทำให้เราดูหลังน่ะสิ พอมาเทียบกันก็อยากจะกรี๊ดร้องเป็นภาษาฮินดีว่าตัวเองทำอะไรลงไป คืออยากจะเอาที่เขียนไปเผาให้หายไปเหมือนไม่เคยทำมาก่อน555 แต่การที่ให้เรา  Output ก่อนแล้วค่อยให้ Input ดีๆ มันทำให้ตัวเรารู้สึกได้เลยนะว่า เรายังห่างกับเจ้าของภาษามาก เหมือนเอางานของคนเลเวล10 กับ เลเวล99 มาเทียบกันอ่ะ ตามทฤษฎีแล้วความรู้สึกตรงนี้จะเรียกว่า gap นั่นเอง พอเรารู้ gap ของเรากับเขา เราก็จะมี noticing ว่าตรงนี้ควรจะใช้แบบไหน ต้องทำยังไงบลาๆ คือก็ต้องใส่ใจและสังเกตแหละ ถ้าไม่มีตรงนี้ความรู้เราก็จะคาอยู่ที่เดิม...

     เราว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่ดีนะ สำหรับเราพอผิดไปครั้งนึงมันจะจำฝังใจและตามหลอกหลอน555 ก็รู้สึกเจ็บใจนะที่แบบทำไมเราทำไม่ได้แบบเขา  ฟีลแบบเหมือนทำข้อสอบ แต่ทำไม่ได้ ขอมาดูเฉลยมันก็แบบเฟลไรงี้ แต่ก็เกิดแรงกระตุ้นที่ว่าครั้งหน้าฉันจะไม่ผิดอีก หรือ ครั้งหน้าจะต้องทำให้ดีกว่านี้อยู่เหมือนกัน ซึ่งตรงนี้แหละที่ตัวเราจะเริ่ม noticing และระวังการใช้ภาษาของตัวเองให้มากขึ้น พยายามใช้เหมือนที่เจ้าของภาษาใช้อะไรแบบนี้

      ถึงเราจะคิดว่าวิธีนี้ดี แต่มันก็มีข้อเสียอยู่นะ คือตอนที่เราทำนี่รู้สึกเครียด+กดดัน กลัวว่าจะออกมาแย่ ไม่ดี ผิดนู่นนี่นั่น แล้วพื้นฐานเราเป็นคนที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเองด้วย เลยไม่กล้าบอกเต็มคำว่าชอบวิธีนี้ ถ้าคนที่เป็นคนคิดมาก ย้ำคิดย้ำทำคงเครียดยิ่งกว่าเราอ่ะ แล้วก็ถึงจะรู้ว่าแบบไหนถูกแต่ถ้าไม่จำ ไม่ใช้บ่อยๆ มันก็ลืมไปแล้ววนกลับมาที่เดิมอยู่ดี เพราะงั้นเราก็ควรฝึกทำซ้ำบ่อยๆให้ชินจนเป็นส่วนนึงของเราด้วย ไม่งั้นที่ผ่านมามันก็เปล่าประโยชน์เนอะ...

      ถ้าให้เราทำ 道案内 ตอนนี้ ก็คงจะดีกว่าเมื่อก่อนเยอะเลย สิ่งที่ได้เรียนรู้ในตอนนั้นทำให้เราตระหนักถึงการอธิบายให้ผู้ฟังเข้าใจง่ายด้วยศัพท์ รูปประโยคต่างๆ และทำให้เราใส่ใจผู้ฟังมากขึ้น ลองนึกถึงมุมมองของเขา (หลังจากที่ตัวเองพึ่งแต่ google map แล้วคิดว่าคนอื่นคงจะเข้าใจเหมือนกัน) การใช้คำก็หลากหลายขึ้นจากที่ลงแต่ ます ます ます ます จนจะ マッスル แล้ว5555 ซึ่งตรงนี้มันส่งผลให้  タスク ต่อๆไปของเราเริ่มมีคำลงท้ายอะไรที่มากกว่าเก่าด้วย♥

      บางคนอาจจะชอบ  タスク อื่นมากกว่าแต่สำหรับเรา  タスク นี้มันฝังอยู่ในใจเรามากที่สุด เพราะผิดมาก่อน เลยเป็นบาดแผลในใจและยังเหลือร่องรอยความผิดพลาดไว้ค่ะ5555 เพื่อนๆชอบ  タスク ไหนกันก็มาเล่าให้ฟังกันได้นะคะ  ขอบคุณวิชานี้ อาจารย์กนกวรรณและเพื่อนๆที่ทำให้เราได้รู้ว่าตัวเองอยู่ในระดับไหนและทำให้เราพัฒนาไปมากกว่าเดิมด้วยค่ะ ถึงแม้จะเป็นคลาสที่มีแค่ 6 คน แต่ก็อบอุ่นและเป็นกันเองทำให้มีความสุขในการเรียนมากเลยหลังจากที่ไม่รู้สึกแบบนี้มานานแล้ว ありがとう ♥♥♥