Thursday, March 29, 2018

タスク⑦ : ลองสังเกตผู้ฟังที่ดี?


     วันนี้ก็ได้รับมอบหมายงานจากอาจารย์มาอีกแล้วค่ะ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเป็นผู้ฟังที่ดี ซึ่งก็ได้ทำมาในตอนที่สลับกับเพื่อนทำ story telling แล้วเราเป็นผู้ฟัง แต่ก็ยังไม่ได้เป็นเรื่องเป็นราวอะไรมากนัก

     อาทิตย์นี้อาจารย์ได้แนะนำรายการวิทยุ 安住紳一郎の日曜天国 ของช่อง tbs ให้ฟัง ถึงแม้ตอนนี้รายการจะถูกยกเลิกไปแล้วแต่ก็ยังไปฟังย้อนหลังได้ ตอนฟังอาจารย์พูดเกี่ยวกับรายการนี้ก็รู้สึกเฉยๆ แบบมันคงไม่มีไรหรอกมั้ง แต่พอฟังจริงๆนี่พีคมาก ถ้าได้ฟังแล้วจะติดอ่ะบอกเลย เหมาะกับตอนที่อยากคลายเครียดสุดๆเพราะเรีื่องตลกๆเต็มไปหมด555

    นอกจากรายการนี้จะให้ผู้ฟังส่งเรื่องราวของที่ประสบพบเจอมาให้พิธีกรชายอ่านแล้ว ยังมีผู้ฟังหญิง(ไม่เชิงพิธีกรซะทีเดียว)คอยรับ-ส่งกับพิธีกรชาย(ดูเหมือนตลกคาเฟ่เนอะ แต่ไม่ใช่) ก็คิดนะว่าแค่พิธีกรชายอ่านคนเดียวแค่นี้ไม่พอหรอ เมื่อได้ฟังจริงๆเลยรู้ว่าผู้ฟังหญิงคนนี้เป็นขาดไม่ได้เลย แน่นอนว่าคนเล่าหรือพิธีกรชายนั้นต้องมีความสามารถในการเล่าเล่าให้สนุก น่าสนใจ แต่ผู้ฟังหญิงทำให้เนื้อเรื่องที่เล่าดูดีสีสันขึ้น

     ทีนี้อาจารย์เลยให้ไปฟังพร้อมกับสังเกตการโต้ตอบของฝ่ายหญิงมาค่ะว่าเธอมีการตอบรับ ใช้ あいづちอะไรยังไงกันบ้าง จุดนี้เราจะแยกเป็นประเด็นใหญ่ๆ สั้นๆเอาไว้จะได้ไม่ต้องอ่านยาวไปมากกว่านี้

     1. เวลาที่โต้ตอบ

         • พูดขอบคุณคนที่ส่งเข้ามาทุกครั้งหลังจากที่พิธีกรชายอ่านชื่อและจังหวัดของคนส่งแล้วขอบคุณ

         • มักจะโต้ตอบหลังจากที่ฝ่ายชายพูดจบประโยค = ไม่พูดขัด (ไม่นับที่ขำเพราะห้ามกันไม่ได้55)

         • พูดแสดงความเห็นหลังจากที่ผู้ชายแสดงความเห็น ex. 素晴らしいですね〈かっこいい〉

         • พูดทวน/สรุปความเข้าใจอีกครั้งหลังจากประเด็นสำคัญๆ ex. เขา.....んだ/ですね。

   • เวลาผู้ชายลนหรือรีบพูดไปก็จะคอยซัพพอร์ตให้ช้าลงหรือช่วยปะติดปะต่อให้


     2. สำนวนที่ใช้โต้ตอบ

         • ใช้ あいづち ไม่ซ้ำ ex. えー、へー、んー、ねー、はい、はーい、あー、ほー、おー

   • เวลาเห็นต่างก็ไม่ได้พูดออกไปตรง แต่จะตอบด้วยคำถามแทน ex.  どうなんでしょうねー、そっかなー

   • เวลาเห็นพ้องก็ใช้คำอื่นนอกจาก そうですね  ex. そうなのよ、いいじゃん

   • ใช้คำหลากหลายเลยไม่เบื่อ+รื่นหู ex. なるほどね、ほんとですね、そうなんだ

         • ใช้เสียงสูง-ต่ำได้เหมาะเลยสอดคล้องไปกับตัวเรื่องได้


       พอเอา 2 ข้อใหญ่ๆนี้มาเทียบกับตัวเรานี่กลับมาเป็นแบบบล็อกก่อนๆที่เคยเขียนไปเลยค่ะ ใช้แต่อะไรซ้ำๆอีกแล้วโดยเฉพาะ あいづち เนี่ย TT แล้วก็อีกอย่างนี้ที่เราว่าเราแย่คือไปพูดขัดคนเล่าค่ะ ยังเล่าไม่ทันจบก็ไปถาม ไม่ก็ตอบแบบเดาว่าคนเล่าจะพูดว่าอะไรซะแล้ว  ได้แต่บอกกับตัวเองว่าคราวหน้าเธอต้องไม่ทำอะไรแบบนี้อีกนะ orz  แล้วจะดูกันค่ะว่าหลังเรียนแล้วเราจะพัฒนาขึ้นบ้างไหม 😂

Wednesday, March 28, 2018

タスク⑥ : เรื่องมีอยู่ว่า...


     กลับมาเจอกันอีกแล้วนะคะ วันนี้จะมาเล่าถึงการเล่าเรื่องเป็นภาษาญี่ปุ่นค่ะ เมื่อ 2 อาทิตย์ก่อนได้ทำกิจกรรม story telling ในห้องมา ซึ่งเราก็ไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย อาจารย์ให้ดูภาพเหมือนการ์ตูน 4 ช่อง แล้วให้มาเล่าให้เพื่อนฟังพร้อมกับอัดเสียงตัวเองค่ะ ผลที่ได้ก็พังไม่เป็นท่าอีกตามเคย555

     นอกจากต้องไล่สถานการณ์ในภาพแล้วยังต้องคิดหาวิธีเล่าให้ตลกอีกด้วยเพราะเป็นเรื่องตลก เหมือนจะง่ายแต่ก็ยากจริงๆ แถมตอนพูดดันประหม่าอีก จู่ๆให้มาเล่าแบบนี้ไม่ชินแถมไม่เป็นธรรมชาติด้วยเมื่อเทียบกับเวลาเรามีเรื่องอะไรเล่าให้เพื่อนฟัง  พอมาแกะที่ตัวเองพูดไปถึงกับต้องกุมขมับ นี่ชั้นพูดอะไรลงไป5555

     อาทิตย์ต่อมาอาจารย์ก็เอาตัวอย่างที่คนญี่ปุ่นเล่า story telling เรื่องเดียวกับที่เราเล่ามาให้ฟังและหาสิ่งที่แตกต่างของเขากับเราค่ะ  ฟังแล้วรู้เลยว่าเราขาดอะไรไปหลายอย่างมาก  เรามาเปรียบเทียบไปกันทีละอย่างกันค่ะ เหมือนเผาตัวเองเบาๆแต่ก็ต้องยอมรับ 

     ปูเรื่องก่อนว่า เราได้เรื่องที่ผู้หญิงเดินมากับแฟน ที่หน้าตาดีมากก จริงๆแล้วผู้หญิงคนนั้นไปศัลกรรมมาก่อน แต่อยู่มาวันนึงแฟนก็ไปเจอรูปเก่า(ก่อนไปทำหน้า)เข้า แต่แฟนก็บอกมาว่าไม่ต้องคิดมากหรอกแล้วยิ้มให้ จากนั้นก็ไปดึงผม(วิก)บนหัวตัวเอง สรุปว่าแฟนหัวล้านค่ะ ส่วนผู้หญิงก็ช็อกไป555

     1. มุมมอง

         คนญี่ปุ่น : ใช้มุมมองตัวเอง สมมุติให้ตัวเองเป็นตัวละครนั้น or ทำเหมือนเป็นเรื่องของคนรู้จัก

         เรา : เล่าจากมุมมองที่3 เห็นในภาพเป็นไงก็เล่ามุมมองตามที่เห็นเลย

     2. น้ำเสียง 

         คนญี่ปุ่น :  บทจะสูงก็สูง ตื่นเต้นก็ดูตื่นเต้นซะเว่อวัง เวลาขำก็ขำยิ่งกว่าดูตลก ตอนเล่าเรื่องก็ใช้น้ำเสียงที่ดูสนุก แบบน่าติดตาม

         เรา :  ก็คิดว่าขึ้นเสียงสูงละนะ ส่วนเวลาเล่าเรื่องก็พยายามบิ้วท์เสียงให้ตื่นเต้นอยู่หรอกแต่อินไม่เท่าเขาสักด้านเลย555

     3. ลำดับเหตุการณ์

         คนญี่ปุ่น : เนี่ยๆ มีผู้หญิงอยู่คนนึงเธอ... จริงๆแล้ว... แต่ว่า... จากนั้น... แล้วทีนี้... แต่... ปรากฎว่า.... หลังจากนั้น...

         เรา :  ผู้หญิงเดินอยู่กับ... เธอคนนั้นไป... แต่แฟนรู้ว่า... เลย... จากนั้น...  จบจ้า

       สังเกตได้มั้ยคะว่าต่างกันยังไง คนญี่ปุ่นจะค่อยๆพูดลำดับเหตุการณ์กว้างๆก่อนแล้วค่อยย่อยใส่รายละเอียดลงไป เทียบกับเราที่ไล่แต่เหตุการณ์สำคัญๆไม่ค่อยต่ออะไร มันเลยดูแข็งๆละไม่ค่อยอินไปด้วย

    4. สำนวน การใช้คำต่างๆ

         คนญี่ปุ่น : ....しちゃった / ○○んだ、のよ、なの / つるつるぴかぴか  / で、そこで。それで、なんと

         เรา : ...した / ○○た、んだ、ている / かつらをかぶっている /  で、で、で、で、で

  พอมาเปรียบเทียบต้องนี้แล้วอยากกรีดร้อง ณัฐสุดาเธอทำอะไรลงไป ทำไมเธอหยาบกระด้างแบบนี้ จบประโยคแบบอื่นไม่เป็นหรอ  คำขยายต่างๆก็ไม่ได้ใช่ อะไรจะตรงปานนั้น แล้วคำเชื่อมเรียนมาตั้งเยอะแยะหลายแบบ กลับใช้แค่ で、で แล้วก็ で กลับไปเรียนปี 1 ใหม่นะเธอ ฮืออ

        นอกจากที่ยกตัวอย่างไปข้างบนแล้วยังมีการใช้ประโยคแบบ ○○みたい อีก อันนี้มากุนใช้อยู่คนเดียวในห้องด้วย ซึ่งเราก็ไม่เคยคิดมุมที่เรามองบุคคลอื่นตอนเล่าเรื่องเลย แถมคนญี่ปุ่นยังใช้การถามคำถามผู้ฟังด้วย แบบคิดว่าต่อจากนี้จะเป็นยังไง เขาจะพูดอะไรกลับมา อันนี้เป็นเรื่องที่ไม่เคยอยู่ในหัวเราแม้แต่นิดเลย พอมาฟังดูเองมันทำให้ดูน่าติดตามจริงๆนะ ฟีลแบบเหมือนต้องมีเรื่องพีคๆอะไรเกิดขึ้นหลังจากนี้แน่ๆ

     5. Climax

         คนญี่ปุ่น :  หลังจากนั้นก็เกิดเรื่องขึ้นล่ะ อยู่มาวันนึงเขาก็ดันไปเห็นรูปเธอเข้า ผู้หญิงก็ตกใจแล้วก็คิดว่า แย่แล้ว จะทำไงดีนะ เขาต้องโกรธมากแน่ๆ โดนบอกเลิกแน่ๆเลย แต่ว่า......(ย่อ)......จากนั้นเป็นไงต่อรู้มะ เขาบอกว่า...แล้วเอามือจับไปที่ผมบนหัว จากนั้นก็ดึงผมออกมาพรึ่บบบ หัวเขาส่องประกายระยิบระยับเลย แล้วเขาก็บอกว่า...

         เรา :  วันนึงผู้ชายไปเห็นรูปก่อนศัลกรรมเข้า ผู้หญิงก็ใจไม่ดีกลัวโดนบอกเลิก แต่ผู้ชายบอกว่า...แล้วดึงวิกที่ใส่ออกมาก จริงๆแล้วเขาไม่มีผม

     จากข้างบนจะเห็นเลยว่ากว่าจะเข้า Climax ได้นี่คนญี่ปุ่นแล้วจะยืดแล้วยืดอีก ค่อยเอาเหตุการณ์มาต่อทีละนิดๆ บอกเป็นฉากๆ แต่เราก็ไม่มีการเล่นตัวใดๆทั้งสิ้นเหมือนอยากให้จบเร็วๆ ไม่มีอิมแพคเอาซะเลย orz


    *+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*

     พอดูภาพรวมทั้งหมดแล้ว เราควรคิดถึงคนฟังให้มากกว่านี้จริงๆ ต้องเล่าให้ผู้ฟังเกิดอารมณ์ร่วมด้วยไม่งั้นมันจะน่าเบื่อมาก แถมถ้าเล่าโดยใช้ตัวเองเป็นตัวละครในนั้นหรือบอกว่าเป็นเรื่องของเพื่อนก็จะทำให้เราอินไปด้วยก็ได้ การใช้น้ำเสียง จังหวะในการเล่าเรื่องก็ต้องใช้ให้ถูกสถานการณ์ด้วย  ที่สำคัญคือพวกคำลงท้ายหรือสำนวนเรายังขาดตรงนี้อีกเยอะ ควรจะใช้คำลงท้ายให้ระดับเท่ากันด้วย อย่างลง んだ มาแล้วจะวาร์ปไป のよ、のね ไม่ได้ จะแมนๆแล้วกลับมาสาวจ๋าแบบนี้ไม่ได้  แถมคำขยายนี่ช่วยให้คนฟังเห็นภาพขึ้นเยอะ ส่วนคำเชื่อมก็มีหลายแบบที่ บางอย่างก็ใช้กับสิ่งที่ไม่คาดคิด เช่น なんと ถ้าเราสามารถแก้ไขและเพิ่มตามที่บอกมานี้ได้คงจะเล่าเรื่องให้สนุกและน่าติดตามขึ้นไม่มากกว่าน้อยเลย จากนี้ตอนเล่าก็จะระวังให้มากขึ้นว่าเดิมเพราะเรามี 気付き แล้ววว

Friday, March 23, 2018

タスク⑤ : พูดเก่ง ≠ นำเสนอดี


      มาเจอกันอีกแล้วต่อจากอาทิตย์ก่อน คราวก่อนก็รู้การทำ power point ไปแล้ว รอบนี้มาที่การนำเสนอกันค่ะ แน่นอนว่าการนำเสนอที่ดีนั้นต้องมี power point ที่ดีเป็นองค์ประกอบแน่นอน แต่จะทำยังไงให้มันดีล่ะ?

      เราเคยคิดมาตลอดว่าคนที่นำเสนอดีต้องเป็นคนที่พูดเก่ง เพราะเวลาเราฟังคนที่พูดเก่งๆ เรารู้สึกสนุกและสนใจสิ่งที่เขาพูดออกมา แต่จริงๆแล้วคนที่พูดเก่งก็ใช่ว่าจะต้องนำเสนอได้ดีเสมอไป และคนที่พูดไม่เก่งก็ใช่ว่าจะนำเสนอได้ไม่ดี

      สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับทุกๆคนคือ "การซ้อม" ไม่มีใครทำอะไรได้ดีหากไม่ได้ซ้อมหรือเตรียมมาก่อนแน่นอน  ตอนที่เรียนในคาบอาจารย์เล่าว่า Steve Jobs เองก็ซ้อมหลายต่อหลายรอบกว่าจะสามารถนำเสนอออกมาจนคนรอบข้างชมได้   ตอนที่เราเรียนปี 2 ก็จะมีช่วงนึงที่ต้องพูดสปีชบ่อยมากๆ เราก็ซ้อมนะ ซ้อมหลายรอบด้วยแต่พอพูดจริงๆแล้วกลับทำไม่ได้อย่างที่คิดเลย  จนถึงจุดนึงเรากลับมาคิดว่า เราประมาทตัวเองไปรึเปล่าที่คิดว่าซ้อมมาพอ  คนอื่นเข้าอาจจะซ้อมมากกว่าเราหลายสิบเท่าเลยก็ได้  จุดเลยเราคิดว่า 努力 เป็นสิ่งสำคัญในการทำทุกเรื่องจริงๆ  การซ้อมบ่อยๆนี้จะทำให้เราแม่นยำเนื้อหา มั่นใจในตัวเองมากขึ้นและสามารถกำหนดเวลาให้ตรงตามที่กำหนดได้

       เราลองไปดูคลิปที่  Steve Jobs พูดไว้แล้วลองสังเกตถึงสิ่งที่เขาทำ ที่เห็นชัดๆเลยคือเวลาเค้าพูดหรือเขาทำอะไรเขามักมีปฎิสัมพันธ์ มีอายคอนเทคกับผู้ฟังเสมอ แทบไม่ได้มองสไลด์หรือกดคอมพิวเตอร์เลย ตรงนี้ถ้าไม่ซ้อมมานี่ทำได้ยากมาก (และเราก็ยังทำไม่ได้555)

       การใช้เสียงก็เป็นอีก1ในปัจจัยที่ทำให้นำเสนอดี ไม่ว่าจะเป็นการพูดให้ชัด ความเร็วในการพูด หรือใช้น้ำเสียง  Steve Jobs เองก็กล่าวไว้ว่า "เปลี่ยนระดับความดังและสลับน้ำเสียงสูงต่ำอยู่เรื่อยๆเพื่อดึงความสนใจของผู้ฟังให้จับจ้องอยู่ที่คำพูดของคุณ เลือกจุดเปลี่ยนที่เหมาะสม เปลี่ยนจังหวะการพูดเพื่อไม่ให้การพูดของคุณราบเรียบจนเกินไป พูดให้เร็วขึ้นในบางช่วงแล้วช้าลง หยุดเว้นช่วงบ้างเพื่อสร้างอารมณ์"

       เรื่องสุดท้ายที่เราคิดว่าสำคัญคือ การรู้จักผู้ฟัง แน่นอนว่าเราทุกคนเองก็เคยเป็นผู้ฟังมาก่อน ในตอนเปิดเรื่องนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ผู้ฟังสนใจที่จะฟังต่อหรือไม่ บางคนอาจใช้ まくら เปิดอย่างที่อาจารย์บอกในคาบ บางคนก็มีวิธีการพูดเปิดที่ดึงดูดความสนใจของผู้ฟังด้วยวิธีการต่างๆ

        จากงานวิจัยของ Antony Jay and Ros Jay ในปี 1996 นั้นเข้าได้สรุประดับความสนใจการในการฟังแบบนี้
   


           จะเห็นได้ว่า ช่วง 10 นาทีแรก ความสนใจของผู้ฟังจะอยู่ในระดับที่สูง จากนั้นระดับความสนใจจะลดลงมาเรื่อยๆ จนกระทั่งประมาณ 30 นาที ระดับความสนใจจะอยู่ในระดับต่ำสุด และจะเริ่มสูงขึ้นอีกครั้งเมื่อใกล้เวลา 5 นาทีสุดท้าย

           พอเอามาเทียบตัวเรานี่คือใช่เลยค่ะ555 ตอนแรกๆก็ยังสนใจอยู่หรอก กลางๆก็เริ่มเบื่อ เบื่อ ง่วง อยากให้จบเร็วๆ ก็ใกล้จบความสนใจก็พุ่งขึ้นมาเพราะอยากให้จบเร็วเลยตั้งใจฟังค่ะ555

           เพราะฉะนั้นในช่วง 10 นาทีแรกเราควรมัดใจผู้ฟังให้ได้ พอไปกลางๆก็ต้องหาวิธีที่ให้เขาหันมาสนใจเราอีกครั้ง ส่วนตอนปิดท้ายเป็นโอกาสสุดท้ายที่เราจะสร้างความทรงจำหรือความประทับให้ใจผู้ฟัง เราควรย้ำประวัตถุประสงค์ ประเด็นสำคัญอะไรแบบนี้อีกครั้งก่อนที่เขาจะลืมและกลับบ้านไป555

          แถมอีกเรื่องนึงหลังพูดจบคือเราควรเตรียมตัวตอบคำถามด้วย โดยคาดการณ์เอาว่าถ้าเป็นผู้ฟังจะถามอะไรเรา เราก็ควรที่จะเข้าใจ/ศึกษาเนื้อหาที่เรานำเสนอมาให้ละเอียดด้วยค่ะ

          ก่อนจากกันไปก็อยากให้เพื่อนๆซ้อมกันเยอะๆค่ะ ถ้าอัดเสียงตอนที่เราซ้อมแล้วมานั่งฟังหาจุดที่ควรแก้ไขด้วยจะดีมากเลย เพราะครั้งต่อๆไปเราก็ต้องแก้ไขจุดนั้นให้ดีขึ้น แล้วสุดท้ายเราจะพัฒนาขึ้นอย่างแน่นอนค่ะ ^^

Friday, March 16, 2018

タスク④ : いいPowerPointを作ろう!

    สวัสดีค่ะทุกคน หลังจากที่หายไปช่วงสอบก็ได้เวลากลับมาอัพบล็อคและงานแล้วค่ะ555 ในช่วงสัปดาห์สอบมิดเทอม เราได้ทำและเรียนเกี่ยวกับการทำสไลด์เวลานำเสนอผลงานในคาบ และได้รู้ว่าตัวเองนั้นยังทำสไลด์ได้ไม่ดีเท่าที่ควรเลย ถึงแม้บางอย่างเรารู้อยู่แล้วว่าควรจะต้องทำแบบไหน แต่สิ่งที่เราคิดว่าเราทำดีแล้วก็ยังสามารถทำให้ดียิ่งขึ้นไปได้อีกค่ะ

     เข้าใจว่าไม่มีใครอยากอ่านอะไรยาวๆเท่าไหร่เลยจะขอสรุปเหลือแค่ 4 ข้อหลักๆที่เราคิดว่าสำคัญในการทำ PowerPoint ให้ออกมาดีนะคะ

     1.เนื้อหาสั้น เข้าใจง่าย
   
        อันนี้น่าจะเหมาะกับคนไทยที่อ่านไม่เกิน 8 บรรทัดมากค่ะ เราต้องการอะไรที่สั้น กระชับ มองแล้วรู้เลยว่าคืออะไร ไม่ต้องการคำอธิบายใดๆที่ยาวเหยียด แทนที่เราจะบรรยายเนื้อหายาวๆหลายบรรทัด ลองใช้ภาพเป็นสื่อแทนจะสะดวก เห็นแล้วเข้าใจง่ายกว่านั่งกวาดตาอ่านทีละบรรทัดมากค่ะ หากจำเป็นที่จะต้องเขียนเนื้อหา ก็ควรจะย่อ ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกให้เหลือแต่เนื้อๆไว้ค่ะ

     2.รูปแบบสะอาดตา ไม่รก

       สิ่งสำคัญคือ 1 สไลด์ ต้องมีเนื้อหาเพียง 1 หัวข้อเท่านั้น อย่าเอามายัดรวมๆกันเดี๋ยวคนจะสับสน ต้องใช้ฟ้อนต์ให้อ่านง่ายด้วย ถึงฟ้อนต์จะสวยแต่คนอ่านไม่ออกก็จบกันเนอะ  ส่วนเนื้อหากับรูปภาพก็ต้องจัดวางดีๆ อย่าให้ติดๆกัน เว้นช่องไฟให้หายใจบ้าง

     3.ใช้สีให้ถูกที่ถูกเวลา

        มาถึงเรื่องการใช้สี เข้าใจว่าอยากให้สไลด์ดูดีมีสีสันคัลเลอร์ฟูล จะได้ไม่เบื่อ แต่ใช้เยอะไปก็อ่านยาก เพราะไม่รู้ว่าต้องให้ความสำคัญที่ตรงไหนใช่ไหมล่ะ  เพราะฉะนั้นเราต้องกำหนดสีที่เราจำใช้ไว้ด้วย เช่น สีแดงเอาไว้เน้นข้อความสำคัญที่ต้องให้ผู้ฟังรู้ ถ้าเราต้องการใช้สีเพื่อเปรียบเทียบก็ควรเลือกโทนสีให้ตรงข้ามกัน เนื้อหาที่ไปทางเดียวกันก็ควรจะใช้สีโทนเดียวกัน หรือที่เราชอบเรียกกันว่า  "คุมโทน" นั่นเอง

     4.กราฟ แผนภูมิเข้าใจง่าย

        การที่เราจะทำกราฟหรือแผนภูมิ เราต้องดูก่อนว่าเนื้อหาของเราเหมาะกับกราฟ/แผนภูมิแบบไหน ถ้าเราต้องการเสนอข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่ม-ลด ก็ควรทำเป็นแบบเส้นจะได้มองง่ายๆ และไฮไลท์จุด/จำนวนที่เราต้องการโฟกัส  ถ้าต้องโชว์เป็นเปอร์เซ็นต์แล้วมีข้อมูลยิบย่อยมากก็เอามารวมกันเป็นก้อนนึงได้ เพราะเราเน้นข้อมูลส่วนใหญ่ที่สำคัญมากกว่า ตรงจุดนี้อยากให้เรามองในมุมของผู้ฟังที่ต้องดูสไลด์ จะได้รู้ว่าตรงไหนอ่าน/ดูยาก ถึงแม้กราฟ/แผนภูมิจะมีตัวเลขด้านหลังและด้านข้างให้ แต่เพื่อความสะดวกของผู้ฟังก็ควรที่จะระบุตัวเลขลงไปเหนือจุดที่เราจะนำเสนอด้วย จะได้ไม่ต้องลากสายตาไปกะตัวเลขให้เสียเวลา ส่วนตารางก็ใส่สีลงไปในพื้นหลังข้อมูลที่เราจะเน้นแทน


    เป็นยังไงบ้างคะกับ 4 ข้อนี้ บางอย่างเราก็รู้อยู่แล้วแต่ตอนทำจริงๆเราก็ลืมคิดหรือใส่ใจตรงจุดนั้นไปเหมือนกัน เราคิดว่าสิ่งที่เราควรระลึกเสมอคือ ความรู้สึกของผู้ฟังเวลาดูสไลด์เราค่ะ  อย่างตอนที่ฟังเลคเชอร์ อาจารย์บางท่านก็ทำสไลด์ออกมาอ่านยาก ยาวเหยียดจนเราเบื่อไม่คิดจะจด เราก็ควรจะมองกลับมาที่สไลด์ของเราและแก้ไขไม่ให้เป็นอย่างนั้นเหมือนกันค่ะ วันนี้ขอจบแค่นี้นะคะ แล้วเจอกันใหม่เอนทรี่หน้าค่ะ 😆