Friday, February 16, 2018

頑張れば、日本人でもなれる!

     สวัสดีค่าา วันนี้อยากเอาเรื่องที่ได้เรียนในคาบมาแบ่งปันทุกคนค่ะ พอเราเรียนเรื่องนี้เรารู้สึกมีกำลังใจในการเรียนภาษาที่2มากกว่าเดิม เลยอยากเขียนไว้เตือนตัวเองค่ะว่าต้องพยายาม

     เรื่องที่จะมานำเสนอวันนี้คือ ความต่างของการรับภาษาระหว่างผู้เรียนภาษาที่1 หรือภาษาแม่ ( First language acquisition หรือ FLA ) กับผู้เรียนภาษาที่สอง ( Second language acquisition หรือ SLA ) ค่ะ พอนำมาเปรียบเทียบกันแล้วเราจะรู้ได้ว่า FLA กับ SLA นั่นมีความต่างกันพอสมควรและทำให้รู้เหตุผลว่าทำไมเราไม่สามารถใช้ภาษาของเราได้ถูกต้อง เป็นธรรมชาติเท่ากลุ่ม  FLA ค่ะ

    สรุปโดยรวมแล้วสิ่งที่กลุ่ม  FLA มีไม่เหมือนกับคนที่เรียนภาษาที่2 ( SLA ) อย่างเรามีคือ
    1.การออกเสียง จะเห็นได้ว่าเจ้าของภาษาแต่ละคนนั้นสามารถออกเสียงได้ชัดเจนและถูกต้อง อย่างภาษาญี่ปุ่นที่พวกเราเรียนกันเป็นภาษาที่2 เรามักจะพบปัญหาในการออกเสียง す つ し じ ち กัน นอกจากจะออกเสียงผิดแล้วยังมีฟังผิดเป็นตัวอื่นด้วยเลยค่ะ

    2.ความสามารถ เนื่องจากเขาได้เรียนภาษานั้นเป็นภาษาแรกของเขาและได้นำไปใช้พูด อ่าน เขียน ฟังฯลฯ ในชีิวิตตั้งแต่สมัยเด็กทุกคน ดังนั้นเขาจึงไม่มีความจำเป็นต้องมานั่งเรียนไวยากรณ์ คำศัพท์อะไรแบบเรา และเขาสามารถเป็นเนทีฟได้ทุกคน

    3.ไม่มีอิทธิพลภาษาแม่ เนื่องจากได้เรียนเป็นภาษาแรก เลยไม่มี 意識 ในภาษาอื่นแบบเรา เลยใช้ได้ถูกต้องเหมือนเนทีฟ อย่างเช่น เวลาเราจะแต่งประโยคอะไรสักอย่างขึ้นมา เราจะนึกเป็นภาษาไทยก่อนทีจะเปลี่ยนเป็นอีกภาษา ซึ่งตรงจุดนี้เราอาจใช้ไวยากรณ์หรือคำจากไทยมา ทำให้ผิดไปจากภาษาที่2ที่เราควรจะใช้

     ถึงแม้เราจะต่างกับ FLA  เราก็ยังมีสิ่งที่เหมือนกับ FLA  อยู่นะ การพัฒนาของเราก็เป็นกราฟตัว U เหมือน FLA เลย  เพราะว่าเรามี

     R egularity การพัฒนาเป็นระบบ เมื่อเราได้เรียนไวยากรณ์ การผันคำ วรรณยุกต์มาเราก็จะเริ่มใช้ไป  แบบถูกๆผิดๆไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสามารถแยกแยะและใช้ให้ถูกต้องได้

     C reativity การสร้างสรรค์ เราสามารถสร้างคำหรือประโยคต่างๆขึ้นมาได้ แล้วเราก็จะลองผิดลองถูก  เพื่อสร้างคำหรือประโยคใหม่

     A utonomy การเรียนรู้ด้วยตนเอง แน่นอนว่าการเรียนในระยะแรกต้องมีคนสอนเรา แต่เมื่อเราเรียนไปเรื่อยๆ เราก็สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพาใคร
   
      G raduality การเรียนรู้ที่ค่อยเป็นค่อยไป ไม่มีใครที่เรียนแล้วจะเก่งขึ้นในทันทีเลย ทุกคนต้องสั่งสมประสบการณ์ ความรู้ และใช้เวลาพัฒนาความสามารถไป

     พอลองเทียบๆดูแล้ว  FLA นั้นดูมีต้นทุนสูงกว่า SLA อย่างเราสูงมาก  SLA ส่วนน้อยเท่านั้นที่จะสามารถไปถึงเนทีฟได้ ถึงแม้จะทำได้ยากแต่ก็ยังมีความหวังอยู่ เราก็สามารถเป็นเนทีฟได้เหมือนกัน ถ้าเรามีความพยายามที่จะแก้ไขในสิ่งที่เราผิด และตระหนักถึงสิ่งที่เราต้องระวังไว้แล้ว เมื่อทำซ้ำๆไปก็จะเกิดกระบวนการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไป มันก็เหมือนกับการที่เราฝึกทำโจทย์ซ้ำๆจนสามารถจับทางและแก้ไขได้ นอกจากนี้เรายังมีสิ่งที่เรียกว่า แรงบันดาลใจ อยู่ สิ่งที่สามารถขับเคลื่อนให้เรามี passion ในการเรียนรู้ที่จะพัฒนาตัวเองให้มากกว่าเดิม ซึ่งสิ่งที่นี้แหละที่ทำให้เราไม่ย่อท้อต่อปัญหาและอุปสรรคที่เราจะเจอ

     เมื่อสมัยก่อนที่เราเริ่มเรียนญี่ปุ่นแรกๆก็เพราะชอบอนิเมะและนักร้องญี่ปุ่น ตอนที่เรียนแรกๆก็ยังพูดไม่ชัด แยกเสียงไม่ค่อยออก จากนั้นก็เริ่มใส่ใจกับการฟังและการออกเสียง ดูรูปปากของคนญี่ปุ่นมากขึ้นแล้วลองเลียนแบบดูจนสามารถพูดได้แล้ว  ตอนเรียนผันกริยา คำคุณศัพท์หรือไวยากรณ์ก็ใช้แบบผิดๆถูกๆแล้วโดนอาจารย์แก้ตัวแดงให้ตลอด คนเราถ้าไม่รู้จักผิด ก็คงไม่ได้เรียนรู้ในสิ่งที่ถูกหรอกเนอะ ตอนที่เข้าเรียนมหาลัยและต้องเผชิญกับ hop step jump ในช่วงปี1 กับวิชา 作文 เลยทำให้รู้สึกตัวว่าเราก็พัฒนามาได้ไกลเหมือนกัน ถึงแม้ว่าตอนนี้ก็ยังจะใช้ผิดบ้าง แต่ก็ผิดน้อยลงกว่าเดิมนะ555 มีบางครั้งที่เราก็รู้สึกท้อ ไม่อยากเรียนอยู่เหมือนกัน รู้สึกว่าตัวเองหยุดอยู่กับที่ ไม่พัฒนาเลย แต่สิ่งที่ทำให้เราฮึดกลับขึ้นมาอีกครั้งก็เพราะยังชอบอนิเมะกับนักร้องญี่ปุ่นอยู่ เลยตั้งใจพยายามต่อไป ในตอนนั้นอาจจะเป็นช่วงดิ่งลงในกราฟตัว U ของเราก็ได้

    จากการที่เราเรียนรู้เรื่องนี้และย้อนมาดูตัวเองในสมัยก่อนแล้ว เราคิดว่าความพยายาม( 努力 )เป็นสิ่งสำคัญมาก นอกจากต้องพยายามแล้วยังต้องพยายามอย่างสม่ำเสมอด้วย ไม่ใช่ขาดๆหายๆถึงจะบรรลุในเป้าหมายของเราได้ นักร้องที่เราชอบเขาเคยบอกว่า "頑張る人以上に素敵な人はいない" เวลาที่เราท้อเราก็มักจะอ่านข้อความนี้เป็นกำลังใจอยู่เสมอ นอกจากนี้ก็ยีงมีเพลงของ AKB48 เพลงนึงที่พูดถึงความพยายาม เราว่าเพลงนี้มีความหมายดีมากๆเลยค่ะ  ใครที่กำลังท้ออยู่ ก็ขอให้พยายามต่อไปด้วยกันนะคะ ต้องมีสักวันที่เราจะต้องไปถึงจุดหมายแน่นอนค่ะ

 

 「夢は汗の中に 少しずつ咲いて行く花 

その努力  决して裏切らない 」

Friday, February 9, 2018

その他 : ทำไมถึงจำได้นะ

     สวัสดีค่ะทุกคน ช่วงนี้เรากำลังติดอนิเมะเรื่อง 3月のライオン ค่ะ เป็นอีกหนึ่งผลงานของอ.อุมิโนะ จิกะ (羽海野チカ) ที่เขียนเรื่อง honey&clover อาจารย์มักเขียนมังงะแนวอบอุ่นหัวใจ แต่บางตอนก็ซึ้งจนเสียน้ำตาค่ะ เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของเด็กผู้ชายชื่อ คิริยามะ เรย์ (桐山零) อายุ15 ที่มีอชีพเป็น プロ棋士 หรือก็คือนักเล่นโชงิ (将棋) มืออาชีพค่ะ แต่กว่าจะมาเป็นโปรได้ชีวิตของเรย์คุงก็ไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด เขาเจอกับการสูญเสียและปัญหาสารพัด การเล่นโชงิเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เขามีชีวิตอยู่ได้  พอเขาได้พบกับ3พี่น้องบ้านคาวาโมโตะ เขาก็ได้รู้จักถึงความอบอุ่นอีกครั้งหนึ่ง...หากสนใจก็สามารถหาอ่านหรือดูได้นะคะ

    ส่วนประเด็นที่จะมานำเสนอในวันนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ตรงที่ว่า เราไปถามเพื่อนสนิทว่ารู้จักอนิเมะเรื่อง 3月のライオン มั้ย เพื่อนตอบว่าเคยดูแค่ตอนสองตอนเมื่อนานมาแล้ว จากนั้นก็พูดセリフเลียนแบบตัวเอกของเรื่องว่า

"桐山零  5段、職業プロ棋士" 

     เรารู้สึกแปลกใจตรงจุดนี้มากค่ะ เพราะนี่เป็นส่วนหนึ่งในประโยคแนะนำตัวของตัวเอกในเรื่อง แต่เพื่อนเคยดูเมื่อนานมาแล้วไม่กี่ตอนเอง ทำไมถึงยังจำได้อยู่ ทำให้เราโยงไปถึงสิ่งที่ได้เรียนในครั้งแรกคือ 自己紹介 ค่ะ แต่ก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมจำได้ เพื่อนๆลองมาดู pv อนิเมะที่ตัวเอกพูดแนะนำตัวกันค่ะ


 "桐山零。これが僕の名前、C級1組、5段17歳、職業プロ棋士" 
พอเอามาเทียบกับในมังงะแล้วอนิเมะใช้ประโยคนี้เหมือนกันเป๊ะเลยค่ะ  สิ่งที่เพืื่อนเราจำได้คือชื่อ ระดับชั้นและอาชีพค่ะ เมื่อลองนึกถึงอนิเมะหรือมังงะอื่นๆ ตัวละครมักพูดชื่อตัวเอง อายุ ชั้นที่ตัวเองเรียนเพียงแค่นี้ ถ้าเราจะลืมตรงนี้ก็ไม่น่าแปลก ส่วนชื่อเราคิดว่าเพื่อนตัวละครก็ต้องเรียกบ่อยๆเลยจำได้อยู่  แต่สิ่งที่เรย์คุงแตกต่างจากคนอื่นและอาจทำให้เพื่อนเราจำได้เพราะ 5段 職業プロ棋士 เป็นข้อมูลที่ดูแปลกใหม่สำหรับผู้ฟัง/ผู้อ่านรึเปล่า  ปกติคงไม่มีใครมีอาชีพแบบนี้ด้วยเลยมีความ unique ที่น่าจดจำ ถึงแม้จะไม่มีสตอรี่หรืออะไร แต่เมื่อได้ยินคำว่า プロ棋士  ก็อาจทำให้เกิดความรู้สึกสงสัยขึ้นมาว่าทำอาชีพอะไรกันแน่ เพราะคำว่า  プロ棋士 นั้นใช้กับทั้งโชงิ โกะ ไพนกกระจอกเลย และเมื่อเล่นเป็นอาชีพก็จะมีการแบ่งลำดับในชั้นเป็น 段 อีก ทำให้เพื่อนเราอาจจะจำตรงนี้ติดมาได้ค่ะ

     จากที่เรียนมาในวิชานี้ เรารู้สึกว่าเราเริ่มสังเกตถึงสิ่งเล็กๆน้อยๆที่เกี่ยวกับเรื่องที่เรียนมาได้มากขึ้นค่ะ จากตอนที่อ่านมังงะหรืออนิเมะก็เริ่มสังเกตวิธีการแนะนำตัวของตัวละครมากขึ้น  ถ้ามีโอกาสก็อยากจะลองใช้สิ่งที่ได้เรียนรู้จาก 手際の良い説明 มาลองใช้ดูบ้างค่ะ แล้วเจอกันใหม่โพสต์หน้านะคะ♥

Thursday, February 8, 2018

タスク③ : 日本人から学んだこと

     หลังจากที่ครั้งก่อนได้ดูตัวอย่างของคนญี่ปุ่นและรู้สึกตัวว่าทำอะไรผิดไป ก็ได้ส่งฉบับแก้ไปให้อาจารย์เช็คอีกรอบค่ะ พอมาเทียบกับรอบแรกที่ทำไปนับว่าพัฒนาขึ้นมาเยอะเลยค่ะ  ถึงจะมีจุดที่ผิดไวยากรณ์หรือใช้คำผิดไปบ้าง แต่ก็อ่านง่ายและเข้าใจกว่าเดิมค่ะ เลยจะมาสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้เพิ่ม(ไม่รวมタスク②)นี้ไว้ค่ะ

วิธีการเขียนบอกทางที่ดีจะต้อง...

1.เขียนได้สั้น กระชับ เข้าใจง่าย

   อันนี้คิดว่าเป็น common senseสำหรับทุกภาษาเลย คนปกติก็คงไม่อยากอ่านไรที่ยึดยาวหรอกเนอะ เพราะฉะนั้นก็ควรเขียนให้กระชับได้ใจความสำคัญ อ่านแล้วเข้าใจ ดีเทลบางอย่างที่ไม่จำเป็นและอาจเพิ่มความสำสนให้แก่ผู้อ่านได้ก็ควรตัดออกไป ทั้งนี้รวมถึงการใช้ไวยากรณ์และเลือกใช้คำให้เหมาะสมด้วย เราควรเรียงลำดับสิ่งที่บอกให้ชัดเจน เป็นขั้นเป็นตอน อาจใช้ภาพหรือแผนที่เข้ามาประกอบเพื่อให้เข้าใจก็ได้

2.คำนึงถึงผู้อ่าน

    การที่เราบอกทางหรือช่วยเหลือใครสักคน เราควรจะคำนึงถึงความรู้สึกนึกคิดของฝ่ายตรงข้ามด้วย ถ้าเกิดเราไม่รู้ทาง เราก็คงรู้สึกกังวลและกลัวอยู่ในใจ แต่คนบอกทางนั้นอาจจะไม่ได้คิดถึงจุดๆนี้ ทำให้เราบอกทางแบบลวกๆไป หรือบอกตามความเคยชินของเราเพราะเราเดินทางจนชินแล้วเลยลืมคิดไปว่าคนที่เขาเพิ่งมาครั้งแรกเขาไม่รู้...  ดังนั้นเราควรจะบอกโดยยืดมุมมองและความรู้สึกของคนที่ไม่รู้ทางเป็นหลัก เรียกง่ายๆก็คือ การเอาใจเขามาใส่ใจเรา นั่นเอง อย่างเช่น มีคนต้องการไปที่แห่งหนึ่งที่ตัวเขาไม่รู้จักและไม่เคยไป เขาเป็นคนแบบไหน รู้อะไรบ้างและอยากรู้อะไร เขาจะรู้สึกยังไงฯลฯ นอกจากนี้ถ้ามีจุดไหนที่ดูแล้วเขาไม่น่าจะเข้าใจ เราก็ควรประยุกต์การบอกทางของเรา อาจหาอะไรที่เป็น 目印 หรือใช้ในสิ่งที่เขารู้เพื่อความเข้าใจมากขึ้น  ซึ่งเราคิดว่าเรายังขาดตรงนี้ไปเยอะพอควรเลย

+*+*+*+*+*+*+*+*+*++*+**+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*

    จาก 2 ข้อข้างบนนี้ มาดูกับที่เราเขียนส่งไปกันค่ะว่าเป็นยังไง

     まず、BTSチョンノンシー駅からナショナルスタジアム駅(国立競技場駅)行きに乗って、3番目のサイアムで降りてください。サイアム駅まで5分かかります。

     次にサイアム駅の2番の出口を出て、siam oneと書かれているビルの下り階段から降りましょう。そこの下にはTrue Coffeeのコーヒーショップがあるのです。そのショップを左手に、そのまま直進すると、watsonという店とセブンイレブンが見えます。セブンに着く前にリドー(Lido)という映画館の映画看板があります。そこがチュラ大行きのシャトルバスのバス停です。無料で乗れますので、運転手の左方向に1番シールの貼ってあるピンク色のシャトルバスが来たら、そのシャトルバス乗ってください。

  そうしたら、シャトルバスが左折し、チュラ大の正門に向かいます。正門に入ったら、2つ目のバス停で降りましょう。

  シャトルバスを降りと、前方の右側にビルの上にอาคารบรมราชกุมารี と書かれている白いビルはBRKビルです。

      พอเทียบกับครั้งแรกที่ส่งไปแล้ว เราระวังการใช้คำศัพท์มากขึ้น โดยใช้คำให้ดูดีขึ้น อย่าง 直進する、左折擦る เพื่อให้ดูมีความรู้ ดูน่าเชื่อถือขึ้นหลังจากใช้ศัพท์เด็กประถมมาตลอด555 นอกจากนี้ยังเพิ่มรายละเอียดสถานีว่าต้องลงป้ายที่เท่าไหร่ และยังบอกถึงรอบๆตัวว่าเดินไปแล้วจะเจอร้านอะไรบ้าง ตอนแรกที่เราเขียนส่งเราลืมนึกถึงตรงนี้ไปค่ะ นึกในมุมมองของตัวเองเวลาไปมหาลัยไม่ได้นึกถึงผู้อ่านเลย...  พอเอามาเปรียบเทียบกับฉบับแรกโดยรวมแล้ว เราเริ่มใส่ใจผู้อ่านมากขึ้น เพิ่มรายละเอียดเข้าไปและใช้ศัพท์ให้ดูดีขึ้นค่ะ รวมทั้งรูปประโยคที่ลงท้ายด้วย ます อย่างเดียว รอบนี้ก็เริ่มเปลี่ยนคำลงท้ายแล้ว เย่

      แต่แก้ให้ดีขึ้นแล้วก็ใช่ว่าจะต้องหยุดแค่นี้ ยังมีจุดอื่นๆที่เราทำให้ดีกว่าเดิมได้อยู่ ยังทำให้เหมือนคนญี่ปุ่นได้อยู่อีกนะ อย่างตอนที่บอกให้ขึ้น bts ไปสยาม เราก็สามารถบอกเพิ่มได้ว่าจากสถานีช่องนนทรีถึงสยามจะผ่านสถานีไหนบ้าง นั่งรถปอพแล้วรถจะเลี้ยวไปทางไหน จอดกี่ป้าย การบอกแบบนี้ทำให้ผู้อ่านมั่นใจว่ามาถูกทางแน่นอน และคนญี่ปุ่นชอบอะไรที่ละเอียดๆ หากเราเพิ่มว่าลงบีทีเอสแล้วเดินไปอีกประมาณกี่เมตร ก็น่าจะถูกใจคนญี่ปุ่นมากกว่าเดิม และนอกจากบอกว่าด้านข้างเป็นอะไรแล้ว ก็ควรจะบอกฝั่งตรงข้ามด้วยเลย เผื่อหา 目印 ด้านข้างไม่เจอ ก็ยังมีฝั่งตรงข้ามให้หาแทน อย่างน้อยก็ทำให้เขาสบายใจมากขึ้น

      ลองกลับมาทบทวนดูอีกครั้งเราก็พัฒนาขึ้นกว่าเก่าค่ะ แต่ก็ยังมีจุดที่ต้องแก้ไขให้ดีขึ้นอยู่ อย่างน้อยเราก็ไม่ได้หยุดอยู่กับที่ ถึงแม้จะพัฒนาไปทีละนิด แต่หากเราสั่งสมสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปทีละเล็กทีละน้อย สักวันจุดหมายก็คงไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอนค่ะ ทุกคนก็มาพยายามด้วยกันนะคะ!

เรียนรู้ภาษาไปกับ HiNative

     แวะมาทำอีกหนึ่งงานย้อนหลังค่ะ รอบนี้อาจารย์ให้ลองใช้  HiNative  ดู จากที่ปีก่อนอาจารย์จะให้ใช้ Lang8  พอสมัครดูแล้วถึงได้รู้ว่าเจ้าของเป็นคนคนเดียวกันค่ะ แต่   HiNative   จะมีลูกเล่นที่มากกว่าเยอะ เพราะเขาแบ่งหมวดคำถามไว้ให้แล้วตามภาพด้านล่างเลยค่ะ
     พอเทียบกับ Lang8 ที่ได้แค่แก้ไขข้อความให้ถูกแล้วสามารถถามเรื่องอื่นๆเพิ่มเติมได้อีกเยอะ ไม่ว่าจะเป็นการออกเสียง ความแตกต่างของคำ หรือแม้เรื่องต่างๆเกี่ยวกับประเทศที่เราสนใจก็สามารถถามได้ค่ะ คิดว่าเป็นโปรแกรมที่เหมาะกับผู้เรียนภาษามากค่ะ

     ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าจะถามอะไรดี จนเล่นเกมแล้วนึกได้ว่ามีคนในกิลด์มักพิมพ์  あげぽよ บ่อยๆ ก็เลยงงว่า ○○ぽよ มีหมายความว่าอะไร เลยลองใช้ HiNative  ถามดูค่ะ แล้วก็มีคนญี่ปุ่นใจดีมาแถลงไขให้ตามนี้


    ได้คำตอบมาตามภาพเลยค่ะ เพิ่งรู้ว่านี่เป็นหนึ่งใน 若者言葉 ด้วย แต่คนส่วนใหญ่ไม่ใช้กันแล้ว ถือว่าเป็นความรู้ใหม่เลยค่ะ จากนี้ไปถ้ามีข้อสงสัยเกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่นก็จะใช้ HiNative ถามดูค่ะ ถ้าใครสนใจก็ลองสมัครแล้วเล่นดูนะคะ คิดว่ามีประโยชน์มากๆและยังสามารถเสริมความรู้ตัวเองได้อีกด้วยค่ะ

Thursday, February 1, 2018

タスク② : 自然な日本語はこれだ!

     ห่างหายไปนานจากการเขียนบล็อก  ในวันนี้มาพร้อมกับการบอกทางไปตึกBRKของจุฬาโดยเขียนวิธีการเดินทางเป็นภาษาญี่ปุ่นค่ะ ตอนทำส่งไปก็ไม่รูว่าควรจะต้องเขียนยังไง พอได้ดูของเพื่อน แลกเปลี่ยนความเห็นและดูตัวอย่างของคนญี่ปุ่นแล้วทำให้รู้ว่าวิธีการเขียนของเรายังเข้าใจยากและบางประโยคดูไม่เป็นธรรมชาติ คนญี่ปุ่นไม่ใช้กันเลย พอมาแยกเป็นหัวข้อดูแล้วจะได้ประมาณนี้ค่ะ

1.การใช้คำให้ดูมีระดับ

     เวลาบอกตรงไปข้างหน้า เลี้ยวว้าย เลี้ยวขวา เราก็จะใช้แบบตรงๆ เช่น 真っ直ぐ、右•左へ曲がる○○に乗る เรียนอะไรมาก็ใช้แบบนั้นเลยเนอะ แต่คนญี่ปุ่นเขาจะอัพเกรดคำให้ดูหรูขึ้น อย่างเช่น
 真っ直ぐ行く  --------->  直進する
 右•左へ曲がる    --------->  右•左折する
 右側      --------->  左方向

  พอเห็นเขาใช้แบบนี้แล้วก็มาคิดได้ว่าเราก็เรียนภาษาญี่ปุ่นมาหลายปีแล้วนะ ควรจะใช้คำอะไรแบบนี้บ้างสิ ที่เรียนยากๆไปก็ควรขุดเอามาใช้หน่อยเนอะ คนญี่ปุ่นเขายังไงใช้กันทั่วไปเลย ณัฐสุดาไม่ควรหยุดภาษาญี่ปุ่นตัวเองไว้ที่ระดับประถม TT

        นอกจากนี้ยังสังเกตได้ว่าคนญี่ปุ่นมักใส่คำขยายลงไปเพิ่มเติม เช่น จากเดินตรงไป ก็เพิ่ม ひたすら เข้าไป หรือเพิ่ม 間違えなく,そのまま อะไรแบบนี้เข้าไปให้ประโยคดูมีอะไรมากขึ้น ไม่ใช่แข็งทื่อแบบหุ่นยนต์น่าจะทำให้ผู้อ่านรู้สึกดีขึ้นอีกด้วย

2.คำลงท้าย

    ตอนที่เราทำ道案内เอง เราลงท้ายแต่ประโยคด้วยรูป ます อย่างเดียวเลย ตอนทำส่งก็ไม่รู้สึกตัวหรอกว่าแปลก แต่พอมาดูในห้องกับตัวอย่างของคนญี่ปุ่นนี่ถึงกับกรีดร้องในใจ "ชั้นพลาดแล้วววว!" มาตั้งสติอ่านย้อนอีกทีดูจืดชืดแข็งทื่อมากเลย  ควรจะใช้คำลงท้ายประโยคอื่นบ้าง ไวยากรณ์ก็เรียนมาเยอะแยะทำให้หยุดอยู่แค่ますอีกเนี่ย TT คนญี่ปุ่นเขาใช้ทั้ง ます、ください、ましょう、のです、○○が見えます。○○があります ดูแล้วเขามี variation หลากหลายมาก ต่างกับเราที่เป็นます一筋มากเลย คราวหน้าต้องใส่ใจกับท้ายประโยคมากขึ้นแล้ว

3.คำเชื่อมประโยค

    คนญี่ปุ่นเขาไม่จบประโยคดื้อๆแล้วตัดจบขึ้นอันใหม่เลย แต่จะใช้คำเชื่อมมาให้เรื่องราวต่อกัน เราว่าตรงจุดนี้ก็สำคัญอยู่เหมือนกัน คงไม่มีใครอยากอ่านวิธีการเดินทางหรือวิธีต่างๆที่บอกให้ทำ1-2-3 ไปเรื่อยๆหรอก เราควรใส่อย่างตัวอย่างที่อาจารย์มาให้ดู เช่น まず、次に、そうしたら、そうすると อะไรแบบนี้บ้าง ไม่ใช่จบแต่ますแล้วขึ้นประโยคใหม่เหมือนข้อ3...

4.ใส่ใจรายละเอียด

    อีกอย่างหนึ่งที่เราสังเกตได้จากการเขียนบอกทางของคนญี่ปุ่นคือต้องบอกรายละเอียดให้ชัดเจน(เท่าที่จะทำได้หรือให้ผู้อ่านเข้าใจง่าย)  ตอนแรกที่เราทำของเรา เราก็ว่าของเราละเอียดพอแล้วนะ แต่พอมาเทียบกับของคนญี่ปุ่นแล้วเขาอีกระดับนึงเลยค่ะ555 อย่างของเราบอกแค่ให้นั่งบีทีเอสที่ไปทางxxxแล้วลงสถานีxxx แต่ของคนญี่ปุ่นนั้นเขาจะบอกเพิ่มด้วยว่า นั่งไปอีกกี่ป้าย ขึ้น-ลงบันไดฝั่งไหน ขึ้นตรงประตูไหนดีถึงจะใกล้ทางออก ซึ่งที่เขียนมาเหล่านี้เราไม่ได้นึกถึงเลยค่ะ ทำให้รู้ว่าเขาใส่ใจถึงคนอ่านจริงๆ สามารถทำให้คนที่ไม่รู้ทางวางใจได้ว่าตัวเองไม่หลงแน่ๆ นอกจากนี้ยังบอก 目印 ต่างๆตลอดไม่ว่าจะทางขวา ทางซ้ายหรือฝั่งตรงข้าม ทำให้เรา確信ได้ว่ามาถูกนะเออ ถ้าทำครั้งหน้าเราจะใส่ใจรายละเอียดตรงจุดนี้ให้มากขึ้นค่ะ
   
     แต่เรื่องรายละเอียดก็แอบคิดได้ว่าเพราะสายรถไฟที่ญี่ปุ่นมีเยอะมากด้วยรึเปล่าเลยทำให้เขาต้องอธิบายละเอียดมากขึ้นเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดพลาด แต่บ้านเรามีสายรถไฟหลักแค่ bts กับ mrt เลยไม่น่าจะหลงเท่าไหร่ ส่วนป้ายรถเมล์ก็เป็นเรื่องที่อธิบายยากขนาดคนไทยยังหลงเลย 😭😭😭

+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+

     สรุปได้ประมาณนี้ค่ะ รู้สึกว่าเขียนมายาวแล้วเดี๋ยวจะเบื่อซะก่อน งานนี้รู้ตัวเลยว่าตัวเองมีเรื่องที่ต้องแก้ไขเพิ่มเติมอีกมาก นอกจากเราจะต้องเขียนให้อ่านง่ายแล้วยังต้องคำนึงถึงผู้อ่านด้วยว่า ถ้าเราไม่เคยมาตรงนี้แล้วอ่านดูเราจะเข้าใจและสามารถไปได้ถูกไหม  ผิดครั้งนี้ได้เรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้นเยอะเลยค่ะ ครั้งหน้าต้องไม่พลาดในจุดที่ไม่ควรพลาดแบบนี้แล้ว ファイト! ปิดท้ายไปกับเพลงสบายๆแล้วกันเนอะ