เรื่องที่จะมานำเสนอวันนี้คือ ความต่างของการรับภาษาระหว่างผู้เรียนภาษาที่1 หรือภาษาแม่ ( First language acquisition หรือ FLA ) กับผู้เรียนภาษาที่สอง ( Second language acquisition หรือ SLA ) ค่ะ พอนำมาเปรียบเทียบกันแล้วเราจะรู้ได้ว่า FLA กับ SLA นั่นมีความต่างกันพอสมควรและทำให้รู้เหตุผลว่าทำไมเราไม่สามารถใช้ภาษาของเราได้ถูกต้อง เป็นธรรมชาติเท่ากลุ่ม FLA ค่ะ
สรุปโดยรวมแล้วสิ่งที่กลุ่ม FLA มีไม่เหมือนกับคนที่เรียนภาษาที่2 ( SLA ) อย่างเรามีคือ
1.การออกเสียง จะเห็นได้ว่าเจ้าของภาษาแต่ละคนนั้นสามารถออกเสียงได้ชัดเจนและถูกต้อง อย่างภาษาญี่ปุ่นที่พวกเราเรียนกันเป็นภาษาที่2 เรามักจะพบปัญหาในการออกเสียง す つ し じ ち กัน นอกจากจะออกเสียงผิดแล้วยังมีฟังผิดเป็นตัวอื่นด้วยเลยค่ะ
2.ความสามารถ เนื่องจากเขาได้เรียนภาษานั้นเป็นภาษาแรกของเขาและได้นำไปใช้พูด อ่าน เขียน ฟังฯลฯ ในชีิวิตตั้งแต่สมัยเด็กทุกคน ดังนั้นเขาจึงไม่มีความจำเป็นต้องมานั่งเรียนไวยากรณ์ คำศัพท์อะไรแบบเรา และเขาสามารถเป็นเนทีฟได้ทุกคน
3.ไม่มีอิทธิพลภาษาแม่ เนื่องจากได้เรียนเป็นภาษาแรก เลยไม่มี 意識 ในภาษาอื่นแบบเรา เลยใช้ได้ถูกต้องเหมือนเนทีฟ อย่างเช่น เวลาเราจะแต่งประโยคอะไรสักอย่างขึ้นมา เราจะนึกเป็นภาษาไทยก่อนทีจะเปลี่ยนเป็นอีกภาษา ซึ่งตรงจุดนี้เราอาจใช้ไวยากรณ์หรือคำจากไทยมา ทำให้ผิดไปจากภาษาที่2ที่เราควรจะใช้
ถึงแม้เราจะต่างกับ FLA เราก็ยังมีสิ่งที่เหมือนกับ FLA อยู่นะ การพัฒนาของเราก็เป็นกราฟตัว U เหมือน FLA เลย เพราะว่าเรามี
R egularity การพัฒนาเป็นระบบ เมื่อเราได้เรียนไวยากรณ์ การผันคำ วรรณยุกต์มาเราก็จะเริ่มใช้ไป แบบถูกๆผิดๆไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสามารถแยกแยะและใช้ให้ถูกต้องได้
C reativity การสร้างสรรค์ เราสามารถสร้างคำหรือประโยคต่างๆขึ้นมาได้ แล้วเราก็จะลองผิดลองถูก เพื่อสร้างคำหรือประโยคใหม่
A utonomy การเรียนรู้ด้วยตนเอง แน่นอนว่าการเรียนในระยะแรกต้องมีคนสอนเรา แต่เมื่อเราเรียนไปเรื่อยๆ เราก็สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพาใคร
G raduality การเรียนรู้ที่ค่อยเป็นค่อยไป ไม่มีใครที่เรียนแล้วจะเก่งขึ้นในทันทีเลย ทุกคนต้องสั่งสมประสบการณ์ ความรู้ และใช้เวลาพัฒนาความสามารถไป
พอลองเทียบๆดูแล้ว FLA นั้นดูมีต้นทุนสูงกว่า SLA อย่างเราสูงมาก SLA ส่วนน้อยเท่านั้นที่จะสามารถไปถึงเนทีฟได้ ถึงแม้จะทำได้ยากแต่ก็ยังมีความหวังอยู่ เราก็สามารถเป็นเนทีฟได้เหมือนกัน ถ้าเรามีความพยายามที่จะแก้ไขในสิ่งที่เราผิด และตระหนักถึงสิ่งที่เราต้องระวังไว้แล้ว เมื่อทำซ้ำๆไปก็จะเกิดกระบวนการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไป มันก็เหมือนกับการที่เราฝึกทำโจทย์ซ้ำๆจนสามารถจับทางและแก้ไขได้ นอกจากนี้เรายังมีสิ่งที่เรียกว่า แรงบันดาลใจ อยู่ สิ่งที่สามารถขับเคลื่อนให้เรามี passion ในการเรียนรู้ที่จะพัฒนาตัวเองให้มากกว่าเดิม ซึ่งสิ่งที่นี้แหละที่ทำให้เราไม่ย่อท้อต่อปัญหาและอุปสรรคที่เราจะเจอ
เมื่อสมัยก่อนที่เราเริ่มเรียนญี่ปุ่นแรกๆก็เพราะชอบอนิเมะและนักร้องญี่ปุ่น ตอนที่เรียนแรกๆก็ยังพูดไม่ชัด แยกเสียงไม่ค่อยออก จากนั้นก็เริ่มใส่ใจกับการฟังและการออกเสียง ดูรูปปากของคนญี่ปุ่นมากขึ้นแล้วลองเลียนแบบดูจนสามารถพูดได้แล้ว ตอนเรียนผันกริยา คำคุณศัพท์หรือไวยากรณ์ก็ใช้แบบผิดๆถูกๆแล้วโดนอาจารย์แก้ตัวแดงให้ตลอด คนเราถ้าไม่รู้จักผิด ก็คงไม่ได้เรียนรู้ในสิ่งที่ถูกหรอกเนอะ ตอนที่เข้าเรียนมหาลัยและต้องเผชิญกับ hop step jump ในช่วงปี1 กับวิชา 作文 เลยทำให้รู้สึกตัวว่าเราก็พัฒนามาได้ไกลเหมือนกัน ถึงแม้ว่าตอนนี้ก็ยังจะใช้ผิดบ้าง แต่ก็ผิดน้อยลงกว่าเดิมนะ555 มีบางครั้งที่เราก็รู้สึกท้อ ไม่อยากเรียนอยู่เหมือนกัน รู้สึกว่าตัวเองหยุดอยู่กับที่ ไม่พัฒนาเลย แต่สิ่งที่ทำให้เราฮึดกลับขึ้นมาอีกครั้งก็เพราะยังชอบอนิเมะกับนักร้องญี่ปุ่นอยู่ เลยตั้งใจพยายามต่อไป ในตอนนั้นอาจจะเป็นช่วงดิ่งลงในกราฟตัว U ของเราก็ได้
จากการที่เราเรียนรู้เรื่องนี้และย้อนมาดูตัวเองในสมัยก่อนแล้ว เราคิดว่าความพยายาม( 努力 )เป็นสิ่งสำคัญมาก นอกจากต้องพยายามแล้วยังต้องพยายามอย่างสม่ำเสมอด้วย ไม่ใช่ขาดๆหายๆถึงจะบรรลุในเป้าหมายของเราได้ นักร้องที่เราชอบเขาเคยบอกว่า "頑張る人以上に素敵な人はいない" เวลาที่เราท้อเราก็มักจะอ่านข้อความนี้เป็นกำลังใจอยู่เสมอ นอกจากนี้ก็ยีงมีเพลงของ AKB48 เพลงนึงที่พูดถึงความพยายาม เราว่าเพลงนี้มีความหมายดีมากๆเลยค่ะ ใครที่กำลังท้ออยู่ ก็ขอให้พยายามต่อไปด้วยกันนะคะ ต้องมีสักวันที่เราจะต้องไปถึงจุดหมายแน่นอนค่ะ
「夢は汗の中に 少しずつ咲いて行く花
その努力 决して裏切らない 」

