Wednesday, March 28, 2018

タスク⑥ : เรื่องมีอยู่ว่า...


     กลับมาเจอกันอีกแล้วนะคะ วันนี้จะมาเล่าถึงการเล่าเรื่องเป็นภาษาญี่ปุ่นค่ะ เมื่อ 2 อาทิตย์ก่อนได้ทำกิจกรรม story telling ในห้องมา ซึ่งเราก็ไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย อาจารย์ให้ดูภาพเหมือนการ์ตูน 4 ช่อง แล้วให้มาเล่าให้เพื่อนฟังพร้อมกับอัดเสียงตัวเองค่ะ ผลที่ได้ก็พังไม่เป็นท่าอีกตามเคย555

     นอกจากต้องไล่สถานการณ์ในภาพแล้วยังต้องคิดหาวิธีเล่าให้ตลกอีกด้วยเพราะเป็นเรื่องตลก เหมือนจะง่ายแต่ก็ยากจริงๆ แถมตอนพูดดันประหม่าอีก จู่ๆให้มาเล่าแบบนี้ไม่ชินแถมไม่เป็นธรรมชาติด้วยเมื่อเทียบกับเวลาเรามีเรื่องอะไรเล่าให้เพื่อนฟัง  พอมาแกะที่ตัวเองพูดไปถึงกับต้องกุมขมับ นี่ชั้นพูดอะไรลงไป5555

     อาทิตย์ต่อมาอาจารย์ก็เอาตัวอย่างที่คนญี่ปุ่นเล่า story telling เรื่องเดียวกับที่เราเล่ามาให้ฟังและหาสิ่งที่แตกต่างของเขากับเราค่ะ  ฟังแล้วรู้เลยว่าเราขาดอะไรไปหลายอย่างมาก  เรามาเปรียบเทียบไปกันทีละอย่างกันค่ะ เหมือนเผาตัวเองเบาๆแต่ก็ต้องยอมรับ 

     ปูเรื่องก่อนว่า เราได้เรื่องที่ผู้หญิงเดินมากับแฟน ที่หน้าตาดีมากก จริงๆแล้วผู้หญิงคนนั้นไปศัลกรรมมาก่อน แต่อยู่มาวันนึงแฟนก็ไปเจอรูปเก่า(ก่อนไปทำหน้า)เข้า แต่แฟนก็บอกมาว่าไม่ต้องคิดมากหรอกแล้วยิ้มให้ จากนั้นก็ไปดึงผม(วิก)บนหัวตัวเอง สรุปว่าแฟนหัวล้านค่ะ ส่วนผู้หญิงก็ช็อกไป555

     1. มุมมอง

         คนญี่ปุ่น : ใช้มุมมองตัวเอง สมมุติให้ตัวเองเป็นตัวละครนั้น or ทำเหมือนเป็นเรื่องของคนรู้จัก

         เรา : เล่าจากมุมมองที่3 เห็นในภาพเป็นไงก็เล่ามุมมองตามที่เห็นเลย

     2. น้ำเสียง 

         คนญี่ปุ่น :  บทจะสูงก็สูง ตื่นเต้นก็ดูตื่นเต้นซะเว่อวัง เวลาขำก็ขำยิ่งกว่าดูตลก ตอนเล่าเรื่องก็ใช้น้ำเสียงที่ดูสนุก แบบน่าติดตาม

         เรา :  ก็คิดว่าขึ้นเสียงสูงละนะ ส่วนเวลาเล่าเรื่องก็พยายามบิ้วท์เสียงให้ตื่นเต้นอยู่หรอกแต่อินไม่เท่าเขาสักด้านเลย555

     3. ลำดับเหตุการณ์

         คนญี่ปุ่น : เนี่ยๆ มีผู้หญิงอยู่คนนึงเธอ... จริงๆแล้ว... แต่ว่า... จากนั้น... แล้วทีนี้... แต่... ปรากฎว่า.... หลังจากนั้น...

         เรา :  ผู้หญิงเดินอยู่กับ... เธอคนนั้นไป... แต่แฟนรู้ว่า... เลย... จากนั้น...  จบจ้า

       สังเกตได้มั้ยคะว่าต่างกันยังไง คนญี่ปุ่นจะค่อยๆพูดลำดับเหตุการณ์กว้างๆก่อนแล้วค่อยย่อยใส่รายละเอียดลงไป เทียบกับเราที่ไล่แต่เหตุการณ์สำคัญๆไม่ค่อยต่ออะไร มันเลยดูแข็งๆละไม่ค่อยอินไปด้วย

    4. สำนวน การใช้คำต่างๆ

         คนญี่ปุ่น : ....しちゃった / ○○んだ、のよ、なの / つるつるぴかぴか  / で、そこで。それで、なんと

         เรา : ...した / ○○た、んだ、ている / かつらをかぶっている /  で、で、で、で、で

  พอมาเปรียบเทียบต้องนี้แล้วอยากกรีดร้อง ณัฐสุดาเธอทำอะไรลงไป ทำไมเธอหยาบกระด้างแบบนี้ จบประโยคแบบอื่นไม่เป็นหรอ  คำขยายต่างๆก็ไม่ได้ใช่ อะไรจะตรงปานนั้น แล้วคำเชื่อมเรียนมาตั้งเยอะแยะหลายแบบ กลับใช้แค่ で、で แล้วก็ で กลับไปเรียนปี 1 ใหม่นะเธอ ฮืออ

        นอกจากที่ยกตัวอย่างไปข้างบนแล้วยังมีการใช้ประโยคแบบ ○○みたい อีก อันนี้มากุนใช้อยู่คนเดียวในห้องด้วย ซึ่งเราก็ไม่เคยคิดมุมที่เรามองบุคคลอื่นตอนเล่าเรื่องเลย แถมคนญี่ปุ่นยังใช้การถามคำถามผู้ฟังด้วย แบบคิดว่าต่อจากนี้จะเป็นยังไง เขาจะพูดอะไรกลับมา อันนี้เป็นเรื่องที่ไม่เคยอยู่ในหัวเราแม้แต่นิดเลย พอมาฟังดูเองมันทำให้ดูน่าติดตามจริงๆนะ ฟีลแบบเหมือนต้องมีเรื่องพีคๆอะไรเกิดขึ้นหลังจากนี้แน่ๆ

     5. Climax

         คนญี่ปุ่น :  หลังจากนั้นก็เกิดเรื่องขึ้นล่ะ อยู่มาวันนึงเขาก็ดันไปเห็นรูปเธอเข้า ผู้หญิงก็ตกใจแล้วก็คิดว่า แย่แล้ว จะทำไงดีนะ เขาต้องโกรธมากแน่ๆ โดนบอกเลิกแน่ๆเลย แต่ว่า......(ย่อ)......จากนั้นเป็นไงต่อรู้มะ เขาบอกว่า...แล้วเอามือจับไปที่ผมบนหัว จากนั้นก็ดึงผมออกมาพรึ่บบบ หัวเขาส่องประกายระยิบระยับเลย แล้วเขาก็บอกว่า...

         เรา :  วันนึงผู้ชายไปเห็นรูปก่อนศัลกรรมเข้า ผู้หญิงก็ใจไม่ดีกลัวโดนบอกเลิก แต่ผู้ชายบอกว่า...แล้วดึงวิกที่ใส่ออกมาก จริงๆแล้วเขาไม่มีผม

     จากข้างบนจะเห็นเลยว่ากว่าจะเข้า Climax ได้นี่คนญี่ปุ่นแล้วจะยืดแล้วยืดอีก ค่อยเอาเหตุการณ์มาต่อทีละนิดๆ บอกเป็นฉากๆ แต่เราก็ไม่มีการเล่นตัวใดๆทั้งสิ้นเหมือนอยากให้จบเร็วๆ ไม่มีอิมแพคเอาซะเลย orz


    *+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*

     พอดูภาพรวมทั้งหมดแล้ว เราควรคิดถึงคนฟังให้มากกว่านี้จริงๆ ต้องเล่าให้ผู้ฟังเกิดอารมณ์ร่วมด้วยไม่งั้นมันจะน่าเบื่อมาก แถมถ้าเล่าโดยใช้ตัวเองเป็นตัวละครในนั้นหรือบอกว่าเป็นเรื่องของเพื่อนก็จะทำให้เราอินไปด้วยก็ได้ การใช้น้ำเสียง จังหวะในการเล่าเรื่องก็ต้องใช้ให้ถูกสถานการณ์ด้วย  ที่สำคัญคือพวกคำลงท้ายหรือสำนวนเรายังขาดตรงนี้อีกเยอะ ควรจะใช้คำลงท้ายให้ระดับเท่ากันด้วย อย่างลง んだ มาแล้วจะวาร์ปไป のよ、のね ไม่ได้ จะแมนๆแล้วกลับมาสาวจ๋าแบบนี้ไม่ได้  แถมคำขยายนี่ช่วยให้คนฟังเห็นภาพขึ้นเยอะ ส่วนคำเชื่อมก็มีหลายแบบที่ บางอย่างก็ใช้กับสิ่งที่ไม่คาดคิด เช่น なんと ถ้าเราสามารถแก้ไขและเพิ่มตามที่บอกมานี้ได้คงจะเล่าเรื่องให้สนุกและน่าติดตามขึ้นไม่มากกว่าน้อยเลย จากนี้ตอนเล่าก็จะระวังให้มากขึ้นว่าเดิมเพราะเรามี 気付き แล้ววว

3 comments:

  1. คราวหน้าจะให้ลองฝีมือใหม่อีกครั้ง ถ้ามี 意識 ตามจุดที่สรุปมาด้านบน (สรุปเปรียบเทียบ 認知的比較 ได้ดีมาก! )จะต้องดีขึ้นแน่ค่ะ

    ReplyDelete
  2. ปัญหาคล้ายๆเราเลย โดยเฉพาะเรื่องขึ้นเสียงสูง ยังไงก็ไม่อินเท่าพี่ผู้หญิงอ่ะ555 เราก็พยานามขึ้นสูงๆละ แต่ไม่พอ ครั้งหน้าจะลองสูงกว่านี้อีก ส่วนสำนวนเราว่าคลังสำนวนเราน้อยอ่ะ ก็เลยดึงมาใบ้ไม่ค่อยได้ ค้องอัพเกรดความรู้สักหน่อยๆ น่าจะพอดีขึ้นบ้าง

    ReplyDelete
    Replies
    1. เรื่องเสียงสูงนี่เราสู้สาวๆญี่ปุ่นไม่ไหวจริงๆ555 ปกติภาษาไทยเราส่วนมากเป็นเสียงธรรมดา-ต่ำด้วยแหละ ก็เลยใช้กับภาษาอื่นด้วยความเคยชินไป ;w;

      Delete