Friday, March 23, 2018

タスク⑤ : พูดเก่ง ≠ นำเสนอดี


      มาเจอกันอีกแล้วต่อจากอาทิตย์ก่อน คราวก่อนก็รู้การทำ power point ไปแล้ว รอบนี้มาที่การนำเสนอกันค่ะ แน่นอนว่าการนำเสนอที่ดีนั้นต้องมี power point ที่ดีเป็นองค์ประกอบแน่นอน แต่จะทำยังไงให้มันดีล่ะ?

      เราเคยคิดมาตลอดว่าคนที่นำเสนอดีต้องเป็นคนที่พูดเก่ง เพราะเวลาเราฟังคนที่พูดเก่งๆ เรารู้สึกสนุกและสนใจสิ่งที่เขาพูดออกมา แต่จริงๆแล้วคนที่พูดเก่งก็ใช่ว่าจะต้องนำเสนอได้ดีเสมอไป และคนที่พูดไม่เก่งก็ใช่ว่าจะนำเสนอได้ไม่ดี

      สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับทุกๆคนคือ "การซ้อม" ไม่มีใครทำอะไรได้ดีหากไม่ได้ซ้อมหรือเตรียมมาก่อนแน่นอน  ตอนที่เรียนในคาบอาจารย์เล่าว่า Steve Jobs เองก็ซ้อมหลายต่อหลายรอบกว่าจะสามารถนำเสนอออกมาจนคนรอบข้างชมได้   ตอนที่เราเรียนปี 2 ก็จะมีช่วงนึงที่ต้องพูดสปีชบ่อยมากๆ เราก็ซ้อมนะ ซ้อมหลายรอบด้วยแต่พอพูดจริงๆแล้วกลับทำไม่ได้อย่างที่คิดเลย  จนถึงจุดนึงเรากลับมาคิดว่า เราประมาทตัวเองไปรึเปล่าที่คิดว่าซ้อมมาพอ  คนอื่นเข้าอาจจะซ้อมมากกว่าเราหลายสิบเท่าเลยก็ได้  จุดเลยเราคิดว่า 努力 เป็นสิ่งสำคัญในการทำทุกเรื่องจริงๆ  การซ้อมบ่อยๆนี้จะทำให้เราแม่นยำเนื้อหา มั่นใจในตัวเองมากขึ้นและสามารถกำหนดเวลาให้ตรงตามที่กำหนดได้

       เราลองไปดูคลิปที่  Steve Jobs พูดไว้แล้วลองสังเกตถึงสิ่งที่เขาทำ ที่เห็นชัดๆเลยคือเวลาเค้าพูดหรือเขาทำอะไรเขามักมีปฎิสัมพันธ์ มีอายคอนเทคกับผู้ฟังเสมอ แทบไม่ได้มองสไลด์หรือกดคอมพิวเตอร์เลย ตรงนี้ถ้าไม่ซ้อมมานี่ทำได้ยากมาก (และเราก็ยังทำไม่ได้555)

       การใช้เสียงก็เป็นอีก1ในปัจจัยที่ทำให้นำเสนอดี ไม่ว่าจะเป็นการพูดให้ชัด ความเร็วในการพูด หรือใช้น้ำเสียง  Steve Jobs เองก็กล่าวไว้ว่า "เปลี่ยนระดับความดังและสลับน้ำเสียงสูงต่ำอยู่เรื่อยๆเพื่อดึงความสนใจของผู้ฟังให้จับจ้องอยู่ที่คำพูดของคุณ เลือกจุดเปลี่ยนที่เหมาะสม เปลี่ยนจังหวะการพูดเพื่อไม่ให้การพูดของคุณราบเรียบจนเกินไป พูดให้เร็วขึ้นในบางช่วงแล้วช้าลง หยุดเว้นช่วงบ้างเพื่อสร้างอารมณ์"

       เรื่องสุดท้ายที่เราคิดว่าสำคัญคือ การรู้จักผู้ฟัง แน่นอนว่าเราทุกคนเองก็เคยเป็นผู้ฟังมาก่อน ในตอนเปิดเรื่องนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ผู้ฟังสนใจที่จะฟังต่อหรือไม่ บางคนอาจใช้ まくら เปิดอย่างที่อาจารย์บอกในคาบ บางคนก็มีวิธีการพูดเปิดที่ดึงดูดความสนใจของผู้ฟังด้วยวิธีการต่างๆ

        จากงานวิจัยของ Antony Jay and Ros Jay ในปี 1996 นั้นเข้าได้สรุประดับความสนใจการในการฟังแบบนี้
   


           จะเห็นได้ว่า ช่วง 10 นาทีแรก ความสนใจของผู้ฟังจะอยู่ในระดับที่สูง จากนั้นระดับความสนใจจะลดลงมาเรื่อยๆ จนกระทั่งประมาณ 30 นาที ระดับความสนใจจะอยู่ในระดับต่ำสุด และจะเริ่มสูงขึ้นอีกครั้งเมื่อใกล้เวลา 5 นาทีสุดท้าย

           พอเอามาเทียบตัวเรานี่คือใช่เลยค่ะ555 ตอนแรกๆก็ยังสนใจอยู่หรอก กลางๆก็เริ่มเบื่อ เบื่อ ง่วง อยากให้จบเร็วๆ ก็ใกล้จบความสนใจก็พุ่งขึ้นมาเพราะอยากให้จบเร็วเลยตั้งใจฟังค่ะ555

           เพราะฉะนั้นในช่วง 10 นาทีแรกเราควรมัดใจผู้ฟังให้ได้ พอไปกลางๆก็ต้องหาวิธีที่ให้เขาหันมาสนใจเราอีกครั้ง ส่วนตอนปิดท้ายเป็นโอกาสสุดท้ายที่เราจะสร้างความทรงจำหรือความประทับให้ใจผู้ฟัง เราควรย้ำประวัตถุประสงค์ ประเด็นสำคัญอะไรแบบนี้อีกครั้งก่อนที่เขาจะลืมและกลับบ้านไป555

          แถมอีกเรื่องนึงหลังพูดจบคือเราควรเตรียมตัวตอบคำถามด้วย โดยคาดการณ์เอาว่าถ้าเป็นผู้ฟังจะถามอะไรเรา เราก็ควรที่จะเข้าใจ/ศึกษาเนื้อหาที่เรานำเสนอมาให้ละเอียดด้วยค่ะ

          ก่อนจากกันไปก็อยากให้เพื่อนๆซ้อมกันเยอะๆค่ะ ถ้าอัดเสียงตอนที่เราซ้อมแล้วมานั่งฟังหาจุดที่ควรแก้ไขด้วยจะดีมากเลย เพราะครั้งต่อๆไปเราก็ต้องแก้ไขจุดนั้นให้ดีขึ้น แล้วสุดท้ายเราจะพัฒนาขึ้นอย่างแน่นอนค่ะ ^^

7 comments:

  1. เห็นด้วยค่ะ เรื่องการซ้อม และช่วงต้นและช่วงท้ายที่ผู้ฟังจะสนใจเรา บางทีซ้อมไปแล้วแต่ก็ยังประหม่าเนอะ แต่ถ้าไม่ซ้อมคงจะยิ่งประหม่า ลองอัดเทปแล้วมาฟังก็เป็นวิธีการที่นักการเมืองญี่ปุ่น 小泉進次郎 (คนที่ครูเอามาให้ดูในห้อง) ทำ คนที่พูดเก่งใช้วิธีการต่างๆมากมายกว่าจะเป็นนักพูดนะคะ

    ReplyDelete
    Replies
    1. หนูเคยคิดว่าการอัดฟังเสียงตัวเองไม่ค่อยช่วยจนตอนปี2ที่ต้องพูดสปีชเกือบทุกอาทิตย์แล้วอาจารย์ญี่ปุ่นให้อัดเสียงแล้วกลับไปฟังดู แต่ตอนนั้นก็ไม่ได้ใส่ใจและลงรายละเอียดลึกด้านเนื้อหาหรือวิธีที่ตัวเองพูดเลยค่ะ จนอาจารย์เอามาพูดในห้อง หนูเลยได้ปรับความคิดใหม่ค่ะ

      Delete
  2. เรา็เคยได้ยินเรื่องกราฟความสนใจของผู้ฟัง เพราะฉะนั้น กฎsandwichที่พูดเปิดท้ายและปิดท้ายด้วยประเด็นสำคัญอย่างที่อาจารเล่าในคาบจึงเป็นตัวช่วยที่ดี ว่าไหม?

    ReplyDelete
    Replies
    1. เห็นด้วยเลยค่ะ ตอนที่พี่พรีเซ้นท์พี่ก็ใช้กฏsandwichปิดท้ายอีกทีด้วย หนูว่าเป็นการทวนประเด็นที่ดีเลย

      Delete
  3. แกพูดถึงช่วงพูดสปีชตอนปีสองนี่มันใช่มาก5555 แบบซ้อมเยอะมาก แต่พอหน้างานเราก็ทำไม่ได้ดีเท่าที่ซ้อมอ่ะ แต่ทำไงได้ ในเมื่อซ้อมเยอะแล้วยังพลาด ก็ค้องซ้อมให้เยอะขึ้นอีก หรือไม่ก็อาจจะต้องเปลี่ยนวิธีหรือใช้ตัวอื่นช่วย ส่วนตัวเรายังไม่เจอวิธีหรือตัวช่วยที่ว่าที่สามารถแก้ปัญหาได้ กำลังตามหาอยู่55555

    ReplyDelete
    Replies
    1. เราก็ฝ่าฟันจุดนั้นมาด้วยกันเนอะ เข้าใจความรู้สึกเลย นี่ก็ไม่รู้หรอกว่าวิธีไหนที่ดีนอกจากซ้อมวนไปจนกว่าจะซึมเข้าหัว แปลกตรงที่ภาษาไทยถึงเราไปจำบทก็พูดได้ แต่กับภาษาต่างประเทศถ้าไม่เขียนบทมาก่อนนี่ไปไม่เป็นเลย5555

      Delete
  4. เห็นด้วยว่าพูดเก่งไม่ได้แปลว่านำเสนอดี
    การจะนำเสนอดีมันต้องอาศัยหลายๆอย่างมาก ทั้งการฝึกซ้อมด้วย ไม่ใช่คิดจะพูดแล้วพูดได้เลย
    แล้วก็การดึงความสนใจและการพูดสรุปย้ำอีกทีก็เป็นเรื่องสำคัญเนอะไม่งั้นสิ่งที่เราพูดไปทั้งหมดก็จะเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาสุดท้ายผู้ฟังก็ไม่ได้อะไรกลับไปเลย

    ReplyDelete