Sunday, April 15, 2018

タスク⑨ : Afterマイプレゼン

    กลับมาเจอกันอีกแล้วนะคะ อย่าเพิ่งเบื่อก่อนนะคะ อีกเดี๋ยวก็จะได้ปิดเทอมกันแล้ว555 ครั้งก่อนหน้านู้นได้เขียนถึง how to いいPowerPoint ไว้แล้ว ยังจำกันได้มั้ยเอ่ย? หลังจากตอนนั้นมาเราก็ได้ปรับแก้สไลด์ของตัวเองและเตรียมซ้อม 発表 มา จนถึงวันที่ต้องออกไปพรีเซ้นต์ค่ะ


    เกริ่นก่อนว่าเราทำหัวข้อเกี่ยวกับโรงหนังของไทยค่ะ อยากจะแนะนำคนต่างชาติว่า ในวันธรรมดาราคาจะถูก และแอร์ก็เย็นมาก แถมโฆษณาก็เยอะอีก กว่าจะได้ดูทีก็ตาแฉะ+ป็อปคอร์นหมดก่อน5555

    ความรู้สึกตอนซ้อม :

    เพื่อนเขาจับคู่กัน 2 คนก็ยังอุ่นใจ ช่วยสนับสนุนกันได้ ส่วนเราอยู่คนเดียวก็จะเหงาหน่อยๆ555 ตอนซ้อมมันก็โอเคนะ เพราะว่าไม่มีใครมานั่งฟังจริงๆ ก็เหมือนกับเราพูดกับตัวเองอะไรแบบนี้ เลยรู้สึกว่าตัวเองยังมีสติ คุมเสียง ความเร็วได้ ตอนแรกก็ลองอ่านสคริปอย่างเดียวแล้วจับเวลาดู หลังจากนั้นก็ค่อยๆจำทีละหัวข้อ+จับเวลาไปด้วย พอเริ่มจำได้ก็ซ้อมกับกระจก พยายามปรับโทนเสียง ใช้สายตามองไปทั่วๆ พอฝึกไป+แก้ไป ก็รู้สึกว่าไม่ตื่นเต้นเท่าไหร่ เหมือนสเต็ปเริ่มเข้าที่เข้าทาง

    การเตรียมสไลด์ :

    ตอนที่ทำครั้งแรกใส่ข้อมูลไปหลายเรื่องมากกกกก จนมาคิดว่าใส่เยอะขนาดนี้คนฟังจะจำอะไรได้บ้าง ก็เลยลดหัวข้อที่พูดลง ส่วนเนื้อหาตอนแรกก็เขียนเป็นประโยคยาวเลย พอแก้อีกรอบก็พยายามปรับให้สั้น กระชับขึ้นเท่าที่จะทำได้ หารูปภาพที่เกี่ยวข้องมาใส่ หรือถ้าอันไหนดูรูปแล้วเข้าไปสิ่งที่จะสื่อก็จะพยายามไม่ใช่ตัวอักษรอธิบายค่ะ ส่วนสีก็พยายามคุมโทนให้เข้ากับสไลด์อื่นๆ ใช้สีเป็นสัญลักษณ์

   ตัวอย่างสไลด์ที่ทำมา

Before



After


   ตัวอย่างการใช้ภาพและสี



    ความรู้สึกตอนพรีเซ้นต์ :

     คิดว่าเราก็ซ้อมมาดีนะ แต่พอเอาเข้าจริงก็ตื่นเต้นค่ะ แรกเริ่มเดิมทีเราก็เป็นพวกชอบประหม่าอยู่แล้วด้วยก็รู้สึกกลัว กลัวตัวเองจะพลาด พูดผิดอะไรแบบนี้ แถมอาจารย์กับเพื่อนๆก็ต้องให้คะแนน(โหวต)ด้วย ก็จะรู้สึกกดดันหน่อย ตอนพูดแรกๆก็รู้ตัวว่าตื่นเต้น พยายามจะคุมเสียงตัวเองและคุมความเร็วๆในการพูดเพื่อนจะได้ฟังรู้เรื่องกัน คอยใส่มองเพื่อนๆไปเพื่อสร้างอายคอนแทค แต่พอได้สบตากับเพื่อนก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมา รู้สึกว่านอกจากเพื่อนจะฟังเราแล้วยังให้กำลังใจเราอีก ทำให้เรารู้สึกสบายใจมากกว่าตอนแรกค่ะ จากนั้นก็อาจจะมีพูดตะกุกตะกักไปบ้างแต่ก็ยังกลับมาพูดต่อได้ ไม่ได้เดธแอร์ไป ก็รู้สึกดีกว่าที่คิดเยอะเลย

    ที่เราพยายามใส่ใจสุดคงเป็นเรื่องเสียงเพราะตั้งแต่ปี 2 ที่ต้อง 発表 บ่อยๆ เราจะเสียงเบา คือตอนแรกๆก็ได้ยินอยู่หรอกแต่พูดไปเรื่อยๆก็จะค่อยๆเบาลงๆ บางทีอาจารย์ก็จะบอกว่าไม่ค่อยได้ยิน ก็เลยพยายามรักษาระดับเสียงของตัวเองไว้และยิ้มให้ทุกคน คิดว่าทำหน้าเครียดหรือลุกลี้ลุกลนให้เพื่อนเห็นคงจะไม่ดี5555


    発表 ของเพื่อน : รูปแบบการเสนอของเพื่อนแต่ละกลุ่มก็จะต่างกันออกไป บางกลุ่มก็เริ่มเกริ่นมาเป็นคำถามหรือควิซให้ทำ ตรงนี้ทำให้เรียกความสนใจของเราได้เลย บางกลุ่มก็ทำเหมือนกำลังดูรายการทีวีอยู่ เราชอบตรงนี้มาดูเอนเตอร์เทนได้ดี บางคนก็ใช้ท่าทางมาช่วยในการอธิบาย ทำให้รู้ได้ถึงความพยายามที่จะสื่อสารให้ผู้ฟังได้เข้าใจ  แถมสไลด์ของเพื่อนก็ดูเข้าใจง่าย สบายตา มีสรุปมาเป็นตารางให้ด้วย ไม่ต้องมานั่งแยกแยะเอง ที่สำคัญคือเสียงของทุกคนน่าฟังแถมพูดชัดด้วย คราวหน้าว่าจะลองหาสไตล์การนำเสนอใหม่ๆเหมือนที่เพื่อนทำบ้าง จะได้ไม่ดูเป็นแพทเทิร์นเดียวละดูน่าสนใจขึ้นด้วยค่ะ

     จากการที่ได้มา 発表 หลังจากห่างหายไปนานก็รู้สึกสนุกแปลกๆดีค่ะ เหมือนเป็นการ challenge ตัวเองดี แต่ก็กดดันด้วยเหมือนกัน555  แต่คิดๆดูแล้วเราก็คงหนีไม่พ้นอยู่ดีเพราะตอนทำงานก็ต้องเจอ สิ่งที่ทำได้ก็มีเพียงการฝึกซ้อม ตั้งสติ และวางแผนหาวิธีรับมือในสถานการณ์ที่นอกเหนือความคาดหมายอย่างที่เพื่อนเจอด้วยค่ะ

タスク⑧ : 話し手 • 聞き手の私


     สวัสดีปีใหม่ไทยค่ะ สงกรานต์ปีนี้ก็อยู่บ้านทำงานเหมือนอย่างเคย 😂 คราวนี้ก็มาทำ タスク ตามที่อาจารย์มอบหมายให้ค่ะ นั่นก็คือ การรีวิว story telling ทั้ง 2 รอบที่ผ่านมาของเราค่ะ ยังจำรอบแรกที่เราทำได้อยู่รึเปล่าเอ่ย? เรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงที่ไปทำหน้ามาแล้วเดทกับแฟนที่จริงๆแล้วหัวโล้น แต่ในรอบที่ 2 นี้เราไม่ได้ใช้เรื่องเดิมแล้ว แต่เล่าเรื่องที่ากกว่าเดิมแทนค่ะ //ปาดน้ำตา 

     เรื่องที่ต้องเล่าคราวนี้เป็นเรื่องของเด็กน้อยคนนึงที่อยากจะไปขี่หมา เลยคลานไปหาน้องหมาที่หลับอยู่แล้วจะแอบปีนขึ้นไปขี่ แต่ในระหว่างนั้นเองน้องหมาก็ดันตื่นพอดี เด็กน้อยก็ตกใจแล้วคลานวนไปอีกด้านเพื่อจะขี่แทน แต่สุดท้ายก็คลานวนมาเจอหน้ากับน้องหมาอีก เพราะน้องหมาพลิกตัวกลับมาค่ะ 

     จากครั้งแรกที่เล่า เราเล่าแบบเรียบๆ ไม่ได้เน้นอะไรเลย มันเลยไม่มีจุดพีค ใช้คำซ้ำเยอะ

     พอมาครั้งนี้ก็เริ่มลงรายละเอียดมากขึ้นเช่น ที่บ้านเลี้ยงน้องหมาอยู่ แล้วทีนี้赤ちゃんก็อยากไปเล่นด้วย อยากจะลองขี่ดู เพราะหมาตัวใหญ่กว่า และตัวเองยังเป็นเด็กเล็กเดินไม่ได้ ก็เลยค่อยๆแอบคลานไปเงียบๆ  <<<ตรงช่วงนี้พยายามใช้ส่วนขยายมาขยายเรื่องขึ้น แต่ก็ยังใช้มุมมองบุคคลที่3อยู่
 
      รอบนี้ก็ใช้พวก  ....しちゃった / ○○んだ、んだけど / みたい、よう มากขึ้นแทนที่จะจบห้วนๆแบบเดิมด้วย แล้วก็ยังใส่ความคิดของเด็กเข้าไป เช่น ตอนที่คลานไปแล้วน้องหมาลืมตามาพอดี ก็ใส่เพิ่มไปว่า やばい!どうしよう อะไรแบบนี้ จะได้ดูอินมากขึ้น

      พอสลับตัวจากคนเล่ามาเป็นคนฟังมั่ง จากครั้งก่อนๆที่อาจารย์เอาตารางมาให้เราเขียนว่าเป็นคนใช้ あいづち แบบไหน สไตล์ไหนมั่ง ก็ทำให้เรารู้ตัวเองมากขึ้นและพอเอาไปเทียบกับคนญี่ปุ่น เราก็ยังใช้ あいづち  ซ้ำๆแบบเดียวกันอยู่ เรียกได้ว่าไม่มีความหลากหลายเลย ละเป็นฝ่ายที่คอยกระตุ้นให้เขาเล่าต่อหรืออะไรแบบนี้ซะมากกว่า ไม่ได้ตอบรับเออออสักเท่าไหร่

      ในรอบที่ 2 เราก็มาเป็นฝ่ายนั่งฟังเพื่อนเล่า เรื่องที่เพื่อนเล่าก็ยาวซะเหลือเกิ้นนน แต่ก็ตื่นเต้นดีนะ พอกลับมาฟัง あいづち ของตัวเองก็รู้สึกว่าดีขึ้นกว่าเก่านะ ใช้อย่างอื่นนอกจาก うん、ああ、 เป็นด้วย555 มีทั้ง へー、そう、えー หรือถามทวนอะไรแบบนี้ แล้วก็ออกความเห็นด้วยแบบ น่ารักเนอะ ดีจัง 大変ね บลาๆๆ 

      ถึงแม้ว่าจะพัฒนากว่ารอบแรก จุดที่ต้องแก้ไขก็ยังมีอยู่วันยังค่ำ เพราะเราไม่ใช่คนญี่ปุ่น ไม่ได้ฝึกอะไรแบบนี้บ่อยๆด้วย บางทีเราก็พลาดตรงเรื่อง balance ของภาษาที่ใช้อยู่ จากแรกๆที่ใช้แบบสุภาพกลับกลายมาเป็นธรรมดาเฉย หรือเรื่องคลังศัพท์ของตัวเองที่ยังน้อย เลยไม่สามารถใช้ได้หลากหลาย ก็จะพูดติดๆขัดๆเพราะไม่แน่ใจศัพท์ที่ใช้ด้วยว่าถูกไหม แถมกลัวคนฟังไม่รู้เรื่องอีก หลังจากนี้ก็ต้องพยายามขุดให้ตัวเองมีสติ ระวังเรื่องการใช้ตรงนี้มากขึ้นแล้วค่ะ

     แล้วเจอกันใหม่ในเอนทรี่หน้าเร็วๆนี้นะคะ เพราะยังเหลือ タスク ที่ต้องอัพ + เรื่องที่อยากอัพอีกค่าา

Friday, April 6, 2018

にわかファンにならないで!?


     อาทิตย์นี้ไม่มี タスク ให้ทำเพราะต้องเตรียมตัวฝึก 発表 ในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ แต่เราก็มีเรื่องให้อัพอีกจนได้ค่ะ พอดีเลื่อนไปฟังเพลงใน youtube เรื่อยๆ (เราจะตัดเรืื่องซ้อมออกไป) แล้วเราเป็นคนชอบอ่านคอมเม้นท์ค่ะ ทีนี้ดันไปเจอคนญี่ปุ่นมาคอมเม้นท์ทั้งดีและไม่ดีปะปนกันไป จนไปเจอกับคำว่า

「にわか」

       เราก็งงว่านี่มันคำอะไร ใช้เฉยๆแบบนี้เลยหรอ ไม่คุ้นเลยแต่ดูจากรูปประโยคแล้วดูมีความหมายที่ไม่น่าดีนัก ก็เลยไปเปิดพจนานุกรม 大辞泉 หาเอาค่ะ พบว่ามีความหมายตามข้างล่างนี้


     1 物事が急に起こるさま。突然。

     ・「天候が―に変化する」「―には信じがたい噂」

     2 病気が急変するさま。

      ・ 「此の時御病いと―になりぬ」〈記・中〉

      3 一時的であるさま。かりそめであるさま。

       ・ 「―にしもあらぬ匂ひ、いとなつかしう住みなしたり」〈徒然・一〇四〉

       ดูรวมๆแล้วเหมือนกันการเปลี่ยนแบบฉับพลัน/กระทันหัน หรือเกิดเพียงชั่วคราว/ชั่วระยะเวลาหนึ่ง 

เช่น   にわか雨   →→→→→→→ 突発的に降り出してすぐ止む雨



       แต่ในสมัยนี้ถ้าเจอในเน็ตเพียงแค่คำว่า  にわか จะหมายถึง にわかファン ที่หมายความว่า ไม่ได้เป็นแฟนคลับตั้งแต่แรกแต่จู่ๆก็บอกว่าตัวเองเป็นแฟนคลับ หรือ เวลามีเรื่องอะไรที่ดัง ฮิตขึ้นมาก็จะกลายเป็นแฟนคลับ บอกว่าชอบอะไรแบบนี้ทันที เรียกง่ายๆก็เหมือนกับเป็นการตามกระแส ซึ่งใช้เรียกกลุ่มแฟนคลับศิลปิน กีฬา การ์ตูนต่างๆได้ทั้งหมดเลยค่ะ  คิดว่าสมัยนี้ก็น่าจะพบเห็นได้ทั่วไปอยู่ ก็จะออกแนวกรี๊ดกร๊าด ชอบที่หน้าตา ตามกระแส อยากเข้าไปอยู่ใน 話題の中心 หรืออาจจะแค่อยาก 盛り上がりたい ก็ได้ โดยส่วนมากคนกลุ่มนี้จะไม่ได้ศึกษาหรือรู้ประวัติ เรื่องราวของคนหรือกลุ่มคนที่ตัวเองเป็นแฟนดีนัก 

      แต่เราก็ไม่สามารถเรียก  にわかファン ว่าเป็น 初心者 ได้ เพราะ  にわかファン  จะตีเนียนทำตัวเหมือนเป็นแฟนคลับที่ติดตามมานาน แต่จริงๆแล้วก็ไม่รู้เบื้องลึกอะไรมากเท่ากับคนที่ตามจริงๆค่ะ แบบว่าถ้าตามวง abc ก็จะรู้จักแค่เพลงที่ดังๆเท่านั้นไม่รู้จักเพลงอื่นอะไรแบบนี้  จริงๆมันก็ไม่ใช่คำที่ดูแย่หรือเลวร้ายขนาดนั้น เพียงแต่กลุ่มคนเหล่านี้มักไม่ยอมรับตัวเองและมารยาทไม่ค่อยดี (เช่น ไปคอนเสิร์ตก็เลือกที่จะถ่ายรูปศิลปินมากกว่าไปฟัง) เลยเป็นที่ไม่ชอบของกลุ่มแฟนคลับด้วยกันค่ะ

     
     วันนี้ก็ขอลาไปเพียงเท่านี้นะคะ เพราะยังซ้อม 発表 ไม่ถึงไหนเลย5555 แล้วเจอกันเอนทรี่หน้านะคะ สวัสดีค่ะ

Sunday, April 1, 2018

3月が終わる前に『3月のライオン』紹介


      มาพบกันก่อนจะหมดเดือนมีนานะคะ เอนทรี่นี้อยากเขียนสนองนี้ดตัวเองเฉยๆค่ะ555 คราวก่อนที่เคยพูดถึงเรื่อง  3月のライオン ไป คราวนี้เลยอยากจะมาเล่าเรื่องย่อ+แนะนำตัวละครค่ะ เราว่าเป็นมังงะที่ดีมากเรื่องนึงเลย เลยอยากแบ่งปันให้ทุกคนได้รู้จักกัน

     ตามเรื่องย่อจากเว็บสั้นๆแล้วเขียนไว้แบบนี้ค่ะ



" 東京の下町に暮らす、17歳のプロの将棋棋士=桐山零。
 
史上5人目の中学生プロデビュー棋士として

周りから期待される零だが、

彼は幼い頃に家族を失っており、

生活の中でも盤上でも、深い孤独を背負っていた。

彼の前に現れたのは、あかり • ひなた • モモの3姉妹。

彼女たちと接するうちに、

零は心の内に温かな気持ちをゆっくりと取り戻していく...

様々な人間が、何かを取り戻していく優しい物語です。 "

      โดยสรุปแล้วก็เป็นเรื่องราวการใช้ชีวิตของเรย์คุงนี่แหละค่ะ มีทั้งชีวิตการเรียน โชงิ ความสัมพันธ์ในครอบครัว การเผชิญหน้าและต่อสู้กับปัญหา ในขณะที่ได้พบกับ 3 พี่น้อง ความอบอุ่นที่คุ้นเคยก็เริ่มกลับมา  พออ่านไปเรื่อยๆแล้วเราก็จะได้พบกับการพัฒนาของเรย์ค่ะ  ที่เราชอบเรื่องนี้เพราะนอกจากมีเล่าถึงปมปัญหาชีวิตต่างๆแล้วยังเล่าถึงชีวิตของตัวละครอื่นอีกเหมือนกันว่ามีเหตุผลอะไรที่ต้องทำแบบนั้น อ่านแล้วเกลียดใครไม่ลงเลยค่ะ 

      ตัวละครหลักของเรื่องก็คงไม่พ้น 桐山零(きりやま れい)เรย์คุงนี่เอง

  


                      "家も無い、家族も無い、学校にも行って無い、
            友達も居無い、居場所なんてこの世の何処にもないじゃない?"

อายุ 17 ปี อาชีพ プロ棋士 อาศัยอยู่ตัวคนเดียว เข้าเรียนม.ปลายช้าไป 1 ปี ครอบครัวประสบอุบัตเหตุุเสียชีวิต เลยต้องมาอยู่กับทางบ้านโคดะ เพื่อนของพ่อที่เป็นプロ棋士 เพราะรู้ว่าญาติไม่อยากรับไปดูแล เลยโกหกไปว่าชอบเล่นโชงิ จึงเป็นสาเหตุที่เข้าเริ่มเล่นโชงิอย่างจริงจัง 



ในบ้านโคดะที่ย้ายมาอยู่นั้นจะส่งให้ลูกๆเล่นโชงิตั้งแต่เด็กเพื่อไปเป็นโปร ตอนแรกๆเรย์ก็เล่นแพ้เลยพยายามอย่างหนัก จนในที่สุดก็สามารถชนะพี่สาวและน้องชายในบ้าน และไปเป็นถึงプロ棋士ได้ แต่เขาได้ทำให้ความสัมพันธ์ของครอบครัวนั้นแย่ลง เพราะพี่สาวและน้องชายบ้านโคดะไม่ยอมรับในตัวเรย์ พ่อของตนก็เอาแต่ชมเรย์จึงมีปากเสียงกันขึ้น เมื่อเรย์รู้ว่าทำให้ครอบครัวเขาเริ่มมีรอยร้าวก็เลยขอปลีกตัวมาอาศัยอยู่คนเดียว

      สิ่งที่เราคิดที่อยากจะอ่านต่อเป็นเพราะคาแรกเตอร์ของเรย์นี่แหละ ดูไม่มีอะไรและโดดเดี่ยวมาก ดูจากสภาพห้องแล้วบอกถึงทุกอย่างได้ดีเลย มีแต่สิ่งที่จำเป็นในการใช้ชีวิตและโชงิเท่านั้น... ถ้าไม่มีโชงิก็คงไม่มีอะไรเลี้ยงตัวเอง เพราะรู้ว่าตัวเองไม่มีพรสวรรค์ ดังนั้นก็เลยต้องพยายามมากกว่าใคร จนในที่สุดก็เป็นโปรได้ เรารู้สึกประทับใจตรงจุดนี้มาก



    แต่ถึงจะอยู่อย่างโดดเดี่ยวโดยลืมความอบอุ่นที่ได้รับ เรย์คุงก็ยังเป็นคนที่ใส่ใจความรู้สึกของคนรอบข้าง 面倒見がいい มากจริงๆ อาจเป็นเพราะในสมาคมโชงิมีแต่ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุด้วยรึเปล่าเลยทำให้ใส่ใจกับคนรอบข้างมากกว่าเด็กทั่วไป

    เรย์เองก็มีความโดดเดี่ยวและความอัดอั้นในใจที่ต้องแบกรับอยู่เหมือนกัน จากตอนข้างล่างในวิดีโอนี้ เป็นตอนนี้เรย์แข่งชนะยาสุอิ(安井) ซึ่งยาสุอินั้นเป็นคนที่แพ้แล้วจะไปกินเหล้า เล่นพนันเสมอ จนจะหย่าร้างกับภรรยา เขาสัญญากับลูกไว้ว่าจะอยู่ด้วยกันในวันคริสมาสต์เป็นวันสุดท้าย แต่ก็มาแพ้เรย์ในวันคริสมาสต์อีฟ และจงใจวางของขวัญคริสมาสต์ที่จะให้ลูกไว้จนเรย์มาเห็นเข้าแล้ววิ่งไปตามไปให้



     พอเราดูถึงตรงนี้นี่เผลอร้องไห้ออกมาเลยค่ะ ทั้งๆที่เรย์ไม่ผิดแท้ๆแต่กลับถูกมองว่าตัวเองเป็นคนที่ผิดซะงั้น ตัวเรย์เองก็อ่อนโยนเกินไปด้วยที่คิดเรื่องคนของอื่น จากตรงนี้ไปเราก็อยากรู้ว่าเรย์จะพัฒนาไปในทางไหน จะได้พบกับความสุขหรือสิ่งที่ตัวเองหวังไว้มั้ย ถึงแม้ว่าเราจะไม่ค่อยรู้เรื่องโชงิเท่าไหร่แต่ก็สามารถสนุกไปกับเรื่องได้จนตอนนี้ก็ติดงอมแงมเลยค่ะ5555 ถ้าสนใจก็ไปหาอ่านหรือดูอนิเมะได้นะคะ ขอบคุณค่าา

Thursday, March 29, 2018

タスク⑦ : ลองสังเกตผู้ฟังที่ดี?


     วันนี้ก็ได้รับมอบหมายงานจากอาจารย์มาอีกแล้วค่ะ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเป็นผู้ฟังที่ดี ซึ่งก็ได้ทำมาในตอนที่สลับกับเพื่อนทำ story telling แล้วเราเป็นผู้ฟัง แต่ก็ยังไม่ได้เป็นเรื่องเป็นราวอะไรมากนัก

     อาทิตย์นี้อาจารย์ได้แนะนำรายการวิทยุ 安住紳一郎の日曜天国 ของช่อง tbs ให้ฟัง ถึงแม้ตอนนี้รายการจะถูกยกเลิกไปแล้วแต่ก็ยังไปฟังย้อนหลังได้ ตอนฟังอาจารย์พูดเกี่ยวกับรายการนี้ก็รู้สึกเฉยๆ แบบมันคงไม่มีไรหรอกมั้ง แต่พอฟังจริงๆนี่พีคมาก ถ้าได้ฟังแล้วจะติดอ่ะบอกเลย เหมาะกับตอนที่อยากคลายเครียดสุดๆเพราะเรีื่องตลกๆเต็มไปหมด555

    นอกจากรายการนี้จะให้ผู้ฟังส่งเรื่องราวของที่ประสบพบเจอมาให้พิธีกรชายอ่านแล้ว ยังมีผู้ฟังหญิง(ไม่เชิงพิธีกรซะทีเดียว)คอยรับ-ส่งกับพิธีกรชาย(ดูเหมือนตลกคาเฟ่เนอะ แต่ไม่ใช่) ก็คิดนะว่าแค่พิธีกรชายอ่านคนเดียวแค่นี้ไม่พอหรอ เมื่อได้ฟังจริงๆเลยรู้ว่าผู้ฟังหญิงคนนี้เป็นขาดไม่ได้เลย แน่นอนว่าคนเล่าหรือพิธีกรชายนั้นต้องมีความสามารถในการเล่าเล่าให้สนุก น่าสนใจ แต่ผู้ฟังหญิงทำให้เนื้อเรื่องที่เล่าดูดีสีสันขึ้น

     ทีนี้อาจารย์เลยให้ไปฟังพร้อมกับสังเกตการโต้ตอบของฝ่ายหญิงมาค่ะว่าเธอมีการตอบรับ ใช้ あいづちอะไรยังไงกันบ้าง จุดนี้เราจะแยกเป็นประเด็นใหญ่ๆ สั้นๆเอาไว้จะได้ไม่ต้องอ่านยาวไปมากกว่านี้

     1. เวลาที่โต้ตอบ

         • พูดขอบคุณคนที่ส่งเข้ามาทุกครั้งหลังจากที่พิธีกรชายอ่านชื่อและจังหวัดของคนส่งแล้วขอบคุณ

         • มักจะโต้ตอบหลังจากที่ฝ่ายชายพูดจบประโยค = ไม่พูดขัด (ไม่นับที่ขำเพราะห้ามกันไม่ได้55)

         • พูดแสดงความเห็นหลังจากที่ผู้ชายแสดงความเห็น ex. 素晴らしいですね〈かっこいい〉

         • พูดทวน/สรุปความเข้าใจอีกครั้งหลังจากประเด็นสำคัญๆ ex. เขา.....んだ/ですね。

   • เวลาผู้ชายลนหรือรีบพูดไปก็จะคอยซัพพอร์ตให้ช้าลงหรือช่วยปะติดปะต่อให้


     2. สำนวนที่ใช้โต้ตอบ

         • ใช้ あいづち ไม่ซ้ำ ex. えー、へー、んー、ねー、はい、はーい、あー、ほー、おー

   • เวลาเห็นต่างก็ไม่ได้พูดออกไปตรง แต่จะตอบด้วยคำถามแทน ex.  どうなんでしょうねー、そっかなー

   • เวลาเห็นพ้องก็ใช้คำอื่นนอกจาก そうですね  ex. そうなのよ、いいじゃん

   • ใช้คำหลากหลายเลยไม่เบื่อ+รื่นหู ex. なるほどね、ほんとですね、そうなんだ

         • ใช้เสียงสูง-ต่ำได้เหมาะเลยสอดคล้องไปกับตัวเรื่องได้


       พอเอา 2 ข้อใหญ่ๆนี้มาเทียบกับตัวเรานี่กลับมาเป็นแบบบล็อกก่อนๆที่เคยเขียนไปเลยค่ะ ใช้แต่อะไรซ้ำๆอีกแล้วโดยเฉพาะ あいづち เนี่ย TT แล้วก็อีกอย่างนี้ที่เราว่าเราแย่คือไปพูดขัดคนเล่าค่ะ ยังเล่าไม่ทันจบก็ไปถาม ไม่ก็ตอบแบบเดาว่าคนเล่าจะพูดว่าอะไรซะแล้ว  ได้แต่บอกกับตัวเองว่าคราวหน้าเธอต้องไม่ทำอะไรแบบนี้อีกนะ orz  แล้วจะดูกันค่ะว่าหลังเรียนแล้วเราจะพัฒนาขึ้นบ้างไหม 😂

Wednesday, March 28, 2018

タスク⑥ : เรื่องมีอยู่ว่า...


     กลับมาเจอกันอีกแล้วนะคะ วันนี้จะมาเล่าถึงการเล่าเรื่องเป็นภาษาญี่ปุ่นค่ะ เมื่อ 2 อาทิตย์ก่อนได้ทำกิจกรรม story telling ในห้องมา ซึ่งเราก็ไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย อาจารย์ให้ดูภาพเหมือนการ์ตูน 4 ช่อง แล้วให้มาเล่าให้เพื่อนฟังพร้อมกับอัดเสียงตัวเองค่ะ ผลที่ได้ก็พังไม่เป็นท่าอีกตามเคย555

     นอกจากต้องไล่สถานการณ์ในภาพแล้วยังต้องคิดหาวิธีเล่าให้ตลกอีกด้วยเพราะเป็นเรื่องตลก เหมือนจะง่ายแต่ก็ยากจริงๆ แถมตอนพูดดันประหม่าอีก จู่ๆให้มาเล่าแบบนี้ไม่ชินแถมไม่เป็นธรรมชาติด้วยเมื่อเทียบกับเวลาเรามีเรื่องอะไรเล่าให้เพื่อนฟัง  พอมาแกะที่ตัวเองพูดไปถึงกับต้องกุมขมับ นี่ชั้นพูดอะไรลงไป5555

     อาทิตย์ต่อมาอาจารย์ก็เอาตัวอย่างที่คนญี่ปุ่นเล่า story telling เรื่องเดียวกับที่เราเล่ามาให้ฟังและหาสิ่งที่แตกต่างของเขากับเราค่ะ  ฟังแล้วรู้เลยว่าเราขาดอะไรไปหลายอย่างมาก  เรามาเปรียบเทียบไปกันทีละอย่างกันค่ะ เหมือนเผาตัวเองเบาๆแต่ก็ต้องยอมรับ 

     ปูเรื่องก่อนว่า เราได้เรื่องที่ผู้หญิงเดินมากับแฟน ที่หน้าตาดีมากก จริงๆแล้วผู้หญิงคนนั้นไปศัลกรรมมาก่อน แต่อยู่มาวันนึงแฟนก็ไปเจอรูปเก่า(ก่อนไปทำหน้า)เข้า แต่แฟนก็บอกมาว่าไม่ต้องคิดมากหรอกแล้วยิ้มให้ จากนั้นก็ไปดึงผม(วิก)บนหัวตัวเอง สรุปว่าแฟนหัวล้านค่ะ ส่วนผู้หญิงก็ช็อกไป555

     1. มุมมอง

         คนญี่ปุ่น : ใช้มุมมองตัวเอง สมมุติให้ตัวเองเป็นตัวละครนั้น or ทำเหมือนเป็นเรื่องของคนรู้จัก

         เรา : เล่าจากมุมมองที่3 เห็นในภาพเป็นไงก็เล่ามุมมองตามที่เห็นเลย

     2. น้ำเสียง 

         คนญี่ปุ่น :  บทจะสูงก็สูง ตื่นเต้นก็ดูตื่นเต้นซะเว่อวัง เวลาขำก็ขำยิ่งกว่าดูตลก ตอนเล่าเรื่องก็ใช้น้ำเสียงที่ดูสนุก แบบน่าติดตาม

         เรา :  ก็คิดว่าขึ้นเสียงสูงละนะ ส่วนเวลาเล่าเรื่องก็พยายามบิ้วท์เสียงให้ตื่นเต้นอยู่หรอกแต่อินไม่เท่าเขาสักด้านเลย555

     3. ลำดับเหตุการณ์

         คนญี่ปุ่น : เนี่ยๆ มีผู้หญิงอยู่คนนึงเธอ... จริงๆแล้ว... แต่ว่า... จากนั้น... แล้วทีนี้... แต่... ปรากฎว่า.... หลังจากนั้น...

         เรา :  ผู้หญิงเดินอยู่กับ... เธอคนนั้นไป... แต่แฟนรู้ว่า... เลย... จากนั้น...  จบจ้า

       สังเกตได้มั้ยคะว่าต่างกันยังไง คนญี่ปุ่นจะค่อยๆพูดลำดับเหตุการณ์กว้างๆก่อนแล้วค่อยย่อยใส่รายละเอียดลงไป เทียบกับเราที่ไล่แต่เหตุการณ์สำคัญๆไม่ค่อยต่ออะไร มันเลยดูแข็งๆละไม่ค่อยอินไปด้วย

    4. สำนวน การใช้คำต่างๆ

         คนญี่ปุ่น : ....しちゃった / ○○んだ、のよ、なの / つるつるぴかぴか  / で、そこで。それで、なんと

         เรา : ...した / ○○た、んだ、ている / かつらをかぶっている /  で、で、で、で、で

  พอมาเปรียบเทียบต้องนี้แล้วอยากกรีดร้อง ณัฐสุดาเธอทำอะไรลงไป ทำไมเธอหยาบกระด้างแบบนี้ จบประโยคแบบอื่นไม่เป็นหรอ  คำขยายต่างๆก็ไม่ได้ใช่ อะไรจะตรงปานนั้น แล้วคำเชื่อมเรียนมาตั้งเยอะแยะหลายแบบ กลับใช้แค่ で、で แล้วก็ で กลับไปเรียนปี 1 ใหม่นะเธอ ฮืออ

        นอกจากที่ยกตัวอย่างไปข้างบนแล้วยังมีการใช้ประโยคแบบ ○○みたい อีก อันนี้มากุนใช้อยู่คนเดียวในห้องด้วย ซึ่งเราก็ไม่เคยคิดมุมที่เรามองบุคคลอื่นตอนเล่าเรื่องเลย แถมคนญี่ปุ่นยังใช้การถามคำถามผู้ฟังด้วย แบบคิดว่าต่อจากนี้จะเป็นยังไง เขาจะพูดอะไรกลับมา อันนี้เป็นเรื่องที่ไม่เคยอยู่ในหัวเราแม้แต่นิดเลย พอมาฟังดูเองมันทำให้ดูน่าติดตามจริงๆนะ ฟีลแบบเหมือนต้องมีเรื่องพีคๆอะไรเกิดขึ้นหลังจากนี้แน่ๆ

     5. Climax

         คนญี่ปุ่น :  หลังจากนั้นก็เกิดเรื่องขึ้นล่ะ อยู่มาวันนึงเขาก็ดันไปเห็นรูปเธอเข้า ผู้หญิงก็ตกใจแล้วก็คิดว่า แย่แล้ว จะทำไงดีนะ เขาต้องโกรธมากแน่ๆ โดนบอกเลิกแน่ๆเลย แต่ว่า......(ย่อ)......จากนั้นเป็นไงต่อรู้มะ เขาบอกว่า...แล้วเอามือจับไปที่ผมบนหัว จากนั้นก็ดึงผมออกมาพรึ่บบบ หัวเขาส่องประกายระยิบระยับเลย แล้วเขาก็บอกว่า...

         เรา :  วันนึงผู้ชายไปเห็นรูปก่อนศัลกรรมเข้า ผู้หญิงก็ใจไม่ดีกลัวโดนบอกเลิก แต่ผู้ชายบอกว่า...แล้วดึงวิกที่ใส่ออกมาก จริงๆแล้วเขาไม่มีผม

     จากข้างบนจะเห็นเลยว่ากว่าจะเข้า Climax ได้นี่คนญี่ปุ่นแล้วจะยืดแล้วยืดอีก ค่อยเอาเหตุการณ์มาต่อทีละนิดๆ บอกเป็นฉากๆ แต่เราก็ไม่มีการเล่นตัวใดๆทั้งสิ้นเหมือนอยากให้จบเร็วๆ ไม่มีอิมแพคเอาซะเลย orz


    *+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*

     พอดูภาพรวมทั้งหมดแล้ว เราควรคิดถึงคนฟังให้มากกว่านี้จริงๆ ต้องเล่าให้ผู้ฟังเกิดอารมณ์ร่วมด้วยไม่งั้นมันจะน่าเบื่อมาก แถมถ้าเล่าโดยใช้ตัวเองเป็นตัวละครในนั้นหรือบอกว่าเป็นเรื่องของเพื่อนก็จะทำให้เราอินไปด้วยก็ได้ การใช้น้ำเสียง จังหวะในการเล่าเรื่องก็ต้องใช้ให้ถูกสถานการณ์ด้วย  ที่สำคัญคือพวกคำลงท้ายหรือสำนวนเรายังขาดตรงนี้อีกเยอะ ควรจะใช้คำลงท้ายให้ระดับเท่ากันด้วย อย่างลง んだ มาแล้วจะวาร์ปไป のよ、のね ไม่ได้ จะแมนๆแล้วกลับมาสาวจ๋าแบบนี้ไม่ได้  แถมคำขยายนี่ช่วยให้คนฟังเห็นภาพขึ้นเยอะ ส่วนคำเชื่อมก็มีหลายแบบที่ บางอย่างก็ใช้กับสิ่งที่ไม่คาดคิด เช่น なんと ถ้าเราสามารถแก้ไขและเพิ่มตามที่บอกมานี้ได้คงจะเล่าเรื่องให้สนุกและน่าติดตามขึ้นไม่มากกว่าน้อยเลย จากนี้ตอนเล่าก็จะระวังให้มากขึ้นว่าเดิมเพราะเรามี 気付き แล้ววว

Friday, March 23, 2018

タスク⑤ : พูดเก่ง ≠ นำเสนอดี


      มาเจอกันอีกแล้วต่อจากอาทิตย์ก่อน คราวก่อนก็รู้การทำ power point ไปแล้ว รอบนี้มาที่การนำเสนอกันค่ะ แน่นอนว่าการนำเสนอที่ดีนั้นต้องมี power point ที่ดีเป็นองค์ประกอบแน่นอน แต่จะทำยังไงให้มันดีล่ะ?

      เราเคยคิดมาตลอดว่าคนที่นำเสนอดีต้องเป็นคนที่พูดเก่ง เพราะเวลาเราฟังคนที่พูดเก่งๆ เรารู้สึกสนุกและสนใจสิ่งที่เขาพูดออกมา แต่จริงๆแล้วคนที่พูดเก่งก็ใช่ว่าจะต้องนำเสนอได้ดีเสมอไป และคนที่พูดไม่เก่งก็ใช่ว่าจะนำเสนอได้ไม่ดี

      สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับทุกๆคนคือ "การซ้อม" ไม่มีใครทำอะไรได้ดีหากไม่ได้ซ้อมหรือเตรียมมาก่อนแน่นอน  ตอนที่เรียนในคาบอาจารย์เล่าว่า Steve Jobs เองก็ซ้อมหลายต่อหลายรอบกว่าจะสามารถนำเสนอออกมาจนคนรอบข้างชมได้   ตอนที่เราเรียนปี 2 ก็จะมีช่วงนึงที่ต้องพูดสปีชบ่อยมากๆ เราก็ซ้อมนะ ซ้อมหลายรอบด้วยแต่พอพูดจริงๆแล้วกลับทำไม่ได้อย่างที่คิดเลย  จนถึงจุดนึงเรากลับมาคิดว่า เราประมาทตัวเองไปรึเปล่าที่คิดว่าซ้อมมาพอ  คนอื่นเข้าอาจจะซ้อมมากกว่าเราหลายสิบเท่าเลยก็ได้  จุดเลยเราคิดว่า 努力 เป็นสิ่งสำคัญในการทำทุกเรื่องจริงๆ  การซ้อมบ่อยๆนี้จะทำให้เราแม่นยำเนื้อหา มั่นใจในตัวเองมากขึ้นและสามารถกำหนดเวลาให้ตรงตามที่กำหนดได้

       เราลองไปดูคลิปที่  Steve Jobs พูดไว้แล้วลองสังเกตถึงสิ่งที่เขาทำ ที่เห็นชัดๆเลยคือเวลาเค้าพูดหรือเขาทำอะไรเขามักมีปฎิสัมพันธ์ มีอายคอนเทคกับผู้ฟังเสมอ แทบไม่ได้มองสไลด์หรือกดคอมพิวเตอร์เลย ตรงนี้ถ้าไม่ซ้อมมานี่ทำได้ยากมาก (และเราก็ยังทำไม่ได้555)

       การใช้เสียงก็เป็นอีก1ในปัจจัยที่ทำให้นำเสนอดี ไม่ว่าจะเป็นการพูดให้ชัด ความเร็วในการพูด หรือใช้น้ำเสียง  Steve Jobs เองก็กล่าวไว้ว่า "เปลี่ยนระดับความดังและสลับน้ำเสียงสูงต่ำอยู่เรื่อยๆเพื่อดึงความสนใจของผู้ฟังให้จับจ้องอยู่ที่คำพูดของคุณ เลือกจุดเปลี่ยนที่เหมาะสม เปลี่ยนจังหวะการพูดเพื่อไม่ให้การพูดของคุณราบเรียบจนเกินไป พูดให้เร็วขึ้นในบางช่วงแล้วช้าลง หยุดเว้นช่วงบ้างเพื่อสร้างอารมณ์"

       เรื่องสุดท้ายที่เราคิดว่าสำคัญคือ การรู้จักผู้ฟัง แน่นอนว่าเราทุกคนเองก็เคยเป็นผู้ฟังมาก่อน ในตอนเปิดเรื่องนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ผู้ฟังสนใจที่จะฟังต่อหรือไม่ บางคนอาจใช้ まくら เปิดอย่างที่อาจารย์บอกในคาบ บางคนก็มีวิธีการพูดเปิดที่ดึงดูดความสนใจของผู้ฟังด้วยวิธีการต่างๆ

        จากงานวิจัยของ Antony Jay and Ros Jay ในปี 1996 นั้นเข้าได้สรุประดับความสนใจการในการฟังแบบนี้
   


           จะเห็นได้ว่า ช่วง 10 นาทีแรก ความสนใจของผู้ฟังจะอยู่ในระดับที่สูง จากนั้นระดับความสนใจจะลดลงมาเรื่อยๆ จนกระทั่งประมาณ 30 นาที ระดับความสนใจจะอยู่ในระดับต่ำสุด และจะเริ่มสูงขึ้นอีกครั้งเมื่อใกล้เวลา 5 นาทีสุดท้าย

           พอเอามาเทียบตัวเรานี่คือใช่เลยค่ะ555 ตอนแรกๆก็ยังสนใจอยู่หรอก กลางๆก็เริ่มเบื่อ เบื่อ ง่วง อยากให้จบเร็วๆ ก็ใกล้จบความสนใจก็พุ่งขึ้นมาเพราะอยากให้จบเร็วเลยตั้งใจฟังค่ะ555

           เพราะฉะนั้นในช่วง 10 นาทีแรกเราควรมัดใจผู้ฟังให้ได้ พอไปกลางๆก็ต้องหาวิธีที่ให้เขาหันมาสนใจเราอีกครั้ง ส่วนตอนปิดท้ายเป็นโอกาสสุดท้ายที่เราจะสร้างความทรงจำหรือความประทับให้ใจผู้ฟัง เราควรย้ำประวัตถุประสงค์ ประเด็นสำคัญอะไรแบบนี้อีกครั้งก่อนที่เขาจะลืมและกลับบ้านไป555

          แถมอีกเรื่องนึงหลังพูดจบคือเราควรเตรียมตัวตอบคำถามด้วย โดยคาดการณ์เอาว่าถ้าเป็นผู้ฟังจะถามอะไรเรา เราก็ควรที่จะเข้าใจ/ศึกษาเนื้อหาที่เรานำเสนอมาให้ละเอียดด้วยค่ะ

          ก่อนจากกันไปก็อยากให้เพื่อนๆซ้อมกันเยอะๆค่ะ ถ้าอัดเสียงตอนที่เราซ้อมแล้วมานั่งฟังหาจุดที่ควรแก้ไขด้วยจะดีมากเลย เพราะครั้งต่อๆไปเราก็ต้องแก้ไขจุดนั้นให้ดีขึ้น แล้วสุดท้ายเราจะพัฒนาขึ้นอย่างแน่นอนค่ะ ^^